ที่มา:มติชนรายวัน 15 เมษายน 2556)
แจงไม่ส่งชื่ออธิการฯให้สกอ.เหตุไร้ข้อสรุป
นายเกษม จันทร์แก้ว รักษาการนายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) สุรินทร์ ให้สัมภาษณ์กรณีความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในการประชุมสภา มรภ.สุรินทร์ เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ ซึ่งมีวาระการสรรหาอธิการบดี มรภ.สุรินทร์ เนื่องจากนางอัจฉรา ภาณุรัตน์ ยังไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯเป็นอธิการบดี ซึ่งเรื่องดังกล่าวคาราคาซังมาเกือบ 5 ปีว่า ในการประชุมสภาดังกล่าว ตนปล่อยให้ที่ประชุมได้ถกเถียงกัน ใช้เวลาพอสมควร ซึ่งสาเหตุที่ต้องหยิบยกเรื่องนี้มาหารือกันในสภาอีกครั้ง เพราะสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) มีคำสั่งที่ 1/2556 ลงวันที่ 2 มกราคม เรื่องลงโทษวินัยข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา สังกัด มรภ.สุรินทร์ ตัดเงินเดือนนางอัจฉรา 5% เป็นเวลา 3 เดือน กรณีกระทำผิดวินัยไม่ร้ายแรง ทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนกัน ซึ่งเมื่อเปิดดูตามข้อกฎหมายแล้วระบุชัด โดยถ้านางอัจฉรายังอยู่ในตำแหน่งอธิการบดี แล้วถูกลงโทษทางวินัย จะต้องออกจากตำแหน่งเท่านั้น แต่ถ้าอยู่ระหว่างจะเข้าสู่ตำแหน่ง สามารถเข้าสู่ตำแหน่งอธิการบดีได้ เพราะได้รับโทษวินัยไม่รุนแรง ซึ่งตามจริงการทำโทษในมหาวิทยาลัยต้องดูสิ่งแวดล้อมอย่างอื่นด้วย อาทิ เป็นคนที่ประพฤติดีมาตลอด หรือประพฤติชั่วมาตลอด เคยช่วยทำประโยชน์ให้กับส่วนรวมอย่างไรบ้าง ต้องดูหลายๆ อย่างประกอบด้วย ฉะนั้นตนจึงเห็นใจ สกอ. ที่ตัดสินว่าผิดวินัยไม่ร้ายแรง ก็อาจจะมีแนวคิดในลักษณะดังกล่าวด้วย "สกอ.มีหนังสือให้มหาวิทยาลัยตอบกลับว่า เมื่อมีคำสั่งดังกล่าวแล้ว คุณสมบัติการเป็นอธิการบดีของนางอัจฉราเปลี่ยนหรือไม่ ซึ่งผมได้นำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุมสภาในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ ในสภา มรภ.สุรินทร์ มีสองฝ่าย คือ ฝ่ายนางอัจฉรา และฝ่ายซีกอำนาจเก่า ซึ่งผมไม่ขอเอ่ยชื่อ มีความขัดแย้งกันมานานแล้ว ใช้เวลาถกเถียงกันนานกว่า 2 ชั่วโมง ก็ยังไม่สามารถตกลงกันได้ ผมจึงบอกว่า จะส่งข้อความเป็นเอกสารว่า คุณสมบัตินางอัจฉราไม่เปลี่ยนแปลง ถ้าใครคิดว่าที่ผมเขียนไปไม่ถูกต้อง ก็ขอให้เขียนความเห็นมา ซึ่งไม่ได้มีการโหวต" รักษาการนายกสภา มรภ.สุรินทร์กล่าว นายเกษมกล่าวต่อว่า จากนั้นตนก็ปิดประชุม และนั่งนับ โดยคะแนนอยู่ที่ 8 ต่อ 8 แต่มีใบสุดท้ายที่รักษาการอธิการบดีในขณะนั้น เขียนมาในพารากราฟแรกมีข้อความว่า ไม่เห็นด้วย แต่บรรทัดสุดท้ายมีคำว่า แต่คุณสมบัติไม่เปลี่ยนแปลง แล้วขีดเส้นใต้ ตนจึงนำไปไว้ในกองที่เห็นด้วย และรองอธิการบดีท่านหนึ่งขอดูตนก็ให้ดู แล้วบอกว่านายกสภาโกหก ซึ่งตนก็ถามคนเขียนว่า ที่ขีดเส้นใต้หมายความว่าอย่างไร เขาก็ตอบว่าขีดไปอย่างนั้น ขีดเฉยๆ จึงเกิดเป็นความวุ่นวาย มีการจะต่อยกัน ตนก็ห้ามไว้เพราะเราเป็นครูอาจารย์ ส่วนสาเหตุที่ยังไม่ส่งรายงานการประชุมในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ ไปให้ สกอ. เพราะรายงานการประชุมยังตกลงกันไม่ได้ คนที่พูดไม่ยอมรับในสิ่งที่ตนเองพูด "ความจริงทุกคนไม่ได้เกลียดผม แต่คิดว่าผมเข้าข้างนางอัจฉรา เป็นความสัตย์จริงผมไม่เคยเข้าข้างเลย ยึดหลักการตามกฎหมายตลอด นางอัจฉราทำอะไรผิดผมก็ว่า ผมทำงานแบบนี้มาเยอะ ดังนั้น ต้องมีความซื่อตรง ตอนนั้นชื่อนางอัจฉรายังอยู่ในฐานะที่จะถูกโปรดเกล้าฯเป็นอธิการบดี ชื่อยังอยู่ที่ สกอ. จะถอนมาไม่ได้ เขาฟ้องเราได้ และ สกอ.แจ้งมาเองว่านางอัจฉราผิดวินัยไม่ร้ายแรง ซึ่งตามกฎหมายก็บอกไว้ชัดเจนว่าสามารถเข้าสู่ตำแหน่งได้ ผมปรึกษานักกฎหมายตลอด ซึ่งผมเองคงไม่เป็นนายกสภาที่นี่แล้ว ผมประกาศไปแล้ว แต่ตอนนี้อยู่ระหว่างรักษาการนายกสภา เพื่อรอสภาชุดใหม่ตามกฎหมาย ตอนนี้รู้แล้วว่ามันไปไม่รอด ผมไม่เหมาะกับที่ มรภ.สุรินทร์ ผมบอกที่ประชุมแล้วผมไม่เหมาะกับสถานการณ์แบบนี้ คนทะเลาะกัน มันไม่เหมาะ" นายเกษมกล่าว ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีที่นายกสภาใช้อำนาจแต่งตั้งตัวเองเป็นรักษาการอธิการบดี แล้วประกาศแต่งตั้งให้นายนิคม ลนขุนทด คณบดีคณะอุตสาหกรรม ปฏิบัติราชการแทนรักษาการอธิการบดี ระหว่างวันที่ 21-28 มีนาคมนั้น ถือว่าเป็นการใช้อำนาจมิชอบหรือไม่ นายเกษมกล่าวว่า ตนยึดตามกฎหมาย และการอ่านกฎหมายจะอ่านข้อเดียวไม่ได้ มหาวิทยาลัยเป็นนิติบุคคล จึงต้องมีผู้บริหารหรืออธิการบดี มาตราต่อมา บอกว่าถ้าตำแหน่งผู้บริหารว่างลง ให้ผู้มีอำนาจสูงสุดรักษาการแทน เมื่อวันที่ 10 มีนาคม สภาไม่ครบองค์ประชุม จึงไม่สามารถตั้งรักษาการอธิการบดีได้ ดังนั้น ตนจึงต้องรักษาการอธิการบดี และตั้งนายนิคม เป็นผู้ปฏิบัติราชการแทนรักษาการอธิการบดีถึงแค่ 29 มีนาคม เพราะตนไม่สามารถไปทำงานในช่วงนั้นได้ ติดภารกิจ จากนั้นในการประชุมครั้งต่อมาในวันที่ 29 มีนาคม ตนก็แจ้งสภา และจะเลือกรักษาการอธิการบดีใหม่ ก็ยังตกลงไม่ได้อีก เนื่องจากผู้บริหารมหาวิทยาลัยหมดวาระวันที่ 20 มีนาคมไปแล้ว ฉะนั้นแม้จะมีการโหวต ก็ต้องถือว่าเป็นโมฆะ เพราะผู้บริหารมหาวิทยาลัยถือว่าไม่มีอำนาจแล้ว ตนจึงบอกที่ประชุมว่า จะขอตั้งตัวเองเป็นรักษาการอธิการบดีแทน และให้นายนิคม ปฏิบัติราชการแทนรักษาการอธิการบดี ซึ่งถือว่าเป็นมติสภา ที่เสียงส่วนมากยอมรับ "ผมลาออกแน่นอน แต่ยังไม่ถึงเวลา เพราะผมต้องรักษาการจนกว่าจะได้สภาชุดใหม่ แต่ยังมีปัญหาอีกว่าผู้ทรงคุณวุฒิที่เลือกมามีสองชุด จำนวน 44 คน มีทั้งฝ่ายนางอัจฉรา และฝ่ายตรงข้ามนางอัจฉรา ซึ่งทั้งสองชุดมาโดยวิธีการที่ผิดทั้งคู่ โดยเป็นปัญหาภายในมหาวิทยาลัยจริงๆ แต่ระหว่างที่ผมรักษาการนายกสภา คงจะไม่เข้าไปเกี่ยวข้องแล้ว ตอนนี้ให้ทนายความดูอยู่ว่าจะต้องใช้เวลาเท่าไรที่จะออกมาจากรักษาการนายกสภา" นายเกษมกล่าว |
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น