วันอังคารที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2557

เสริมศักดิ์ผวาโกงอีกสอบครูผช. แห่สมัครคาดทะลุแสนรับแค่1.8พัน-รับมือเข้มสั่งเยียวยามรภ.สุรินทร์

สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ  21.03.57

 'เลขาฯสอศ.'มึน 39 น.ศ.ใน 4 สถาบัน ได้เกรดเฉลี่ยเท่าเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง เฉพาะอาชีวะกรุงเทพฯ 22 คน เรียกถก 19 บิ๊ก ป้องกัน เกรดเฟ้อ
          จากกรณีบัณฑิตคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) สุรินทร์ จำนวนกว่า 300 คน รวมตัวเพื่อยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมต่อปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) และคุรุสภา เนื่องจากได้รับความเดือดร้อนจากการที่ มรภ.สุรินทร์ไม่ส่งหลักสูตร คบ.ครู 5 ปี ให้คุรุสภาและ สกอ.รับรองหลักสูตร ส่งผลให้ไม่สามารถขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู เพื่อใช้สมัครสอบบรรจุครูผู้ช่วย ซึ่งจะปิดรับสมัครวันที่ 24 มีนาคมได้นั้น
          เมื่อ วันที่ 20 มีนาคม ที่สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา กลุ่มผู้บริหารและนักศึกษาคณะครุศาสตร์ มรภ.สุรินทร์ ราว 50 คน ได้เดินทางมาเรียกร้องให้คณะกรรมการคุรุสภาทบทวนประกาศคุรุสภาเรื่องการ รับรองมาตรฐานหลักสูตรและมาตรฐานการผลิตปริญญาครุศาสตรบัณฑิตของ มรภ.สุรินทร์ หลักสูตรปริญญาครุศาสตรบัณฑิต (หลักสูตร 5 ปี) จำนวน 10 สาขาวิชา ได้แก่ สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ คอมพิวเตอร์ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ สังคมศึกษา ดนตรี พลศึกษา การศึกษาปฐมวัย และนาฏศิลปศึกษา ทั้งนี้ นายอรุณ สุขเกษม รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา มรภ.สุรินทร์ กล่าวว่า ยืนยันว่าหลักสูตร มรภ.สุรินทร์ไม่ใช่หลักสูตรเถื่อน เพราะได้รับอนุมัติเปิดสอนมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2547 ซึ่งขณะนั้นเป็นหลักสูตรกลางที่สถาบันราชภัฏทุกแห่งต้องใช้ร่วมกัน แต่ต่อมาเมื่อยกฐานะเป็นมหาวิทยาลัยราชภัฏ มรภ.สุรินทร์จึงได้พัฒนาหลักสูตร ซึ่งสภามหาวิทยาลัยเห็นชอบและเสนอให้ สกอ.รับทราบและคุรุสภารับรองแล้วในปี พ.ศ.2549 โดยมีระยะเวลาการรับรอง 5 ปี ฉะนั้น เท่ากับว่านักศึกษาที่เข้าเรียนปี 2549-2553 ซึ่งจะทยอยอนุมัติการจบในปี 2554-2558 ควรต้องได้รับการรับรองปริญญาโดยอัตโนมัติ แต่คุรุสภายังยืนยันที่จะรับรองตามหลักสูตรปี 2547 ซึ่งจะครอบคลุมเฉพาะนักศึกษาที่เข้าเรียนตั้งแต่ปี 2547-2551 ซึ่งทยอยอนุมัติจบในปี 2552-2556 เท่านั้น ทำให้เฉพาะนักศึกษาที่เข้าเรียนตั้งแต่ปี 2547-2551 ซึ่งทยอยอนุมัติจบในปี 2552-2556 เท่านั้น ทำให้นักศึกษาที่เข้าเรียนในปี 2552 และอนุมัติจบในปี 2557 ประมาณ 700 คน มีปัญหาหลักสูตรไม่ได้รับการรับรองจากคุรุสภา และไม่สามารถขอใบอนุญาตฯนำไปใช้สมัครสอบบรรจุครูผู้ช่วยที่จะปิดรับสมัครวัน ที่ 24 มีนาคมนี้ได้ ทั้งที่เรียนมาอย่างถูกต้องและได้รับอนุมัติใบปริญญาจากสภามหาวิทยาลัยแล้ว เมื่อวันที่ 7 มีนาคมที่ผ่านมา
          น.ส.รุ่งนภา พื้นผา บัณฑิตคณะครุศาสตร์ มรภ.สุรินทร์ กล่าวว่า หวังสอบเป็นข้าราชการครู แต่พอเกิดปัญหาทำให้ความฝันพังทลาย จึงอยากขอความเมตตากำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจนในการอนุมัติใบอนุญาตฯ แม้ว่าจะไม่ทันใช้สมัครสอบบรรจุครูในครั้งนี้ก็ยินดี
          นาย ไพฑูรย์ สินลารัตน์ ประธานคณะกรรมการคุรุสภา เปิดเผยหลังประชุมคณะกรรมการคุรุสภาว่า ที่ประชุมพิจารณาแล้วยืนยันว่า มรภ.สุรินทร์ยังไม่ได้ส่งหลักสูตรที่ปรับปรุงแล้วมายังคุรุสภา และไม่แน่ใจด้วยว่าส่งหลักสูตรดังกล่าวให้ สกอ.รับทราบแล้วหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ได้มีมติเยียวยานักศึกษาที่เข้าเรียนในปี 2552 โดยจะใช้วิธีการเทียบโอน 9 มาตรฐานวิชาชีพ เพื่อขอรับใบอนุญาตปฏิบัติการสอนชั่วคราว เพื่อให้ใช้เป็นหลักฐานสมัครสอบครูผู้ช่วยได้ โดยใบอนุญาตฯชั่วคราวนี้จะมีอายุ 2 ปี ทาง มรภ.สุรินทร์จะต้องเร่งส่งรายชื่อนักศึกษาและรายวิชาที่สอนในหลักสูตรมาให้ คุรุสภาตรวจสอบ พร้อมกันนั้นต้องปรับปรุงหลักสูตรให้ได้รับการรับรองภายใน 2 ปี เพื่อให้นักศึกษากลุ่มนี้ได้รับใบอนุญาตฯโดยอัตโนมัติ
          "ทาง มรภ.สุรินทร์เข้าใจเรื่องการอนุมัติหลักสูตรไม่ตรงกับคุรุสภา โดยคุรุสภารับรองหลักสูตรฯปีการศึกษา 2549 จริง แต่การรับรองจะนับตั้งแต่ปีที่มหาวิทยาลัยรับนักศึกษา คือปีการสูตรฯปีการศึกษา 2549 จริง แต่การรับรองจะนับตั้งแต่ปีที่มหาวิทยาลัยรับนักศึกษา คือปีการศึกษา 2547 เท่ากับว่าจะสิ้นสุดระยะเวลารับรองในปี 2551 ซึ่งไม่เข้าใจว่าระหว่างนั้นทำไมทางมหาวิทยาลัยไม่เร่งดำเนินการ เพราะรู้อยู่แล้วว่าจะเกิดปัญหากับเด็กที่เข้าเรียนปีการศึกษา 2552 ส่วนที่ มรภ.สุรินทร์บอกว่าโอนย้ายนักศึกษาที่เข้าเรียนตั้งแต่ปีการศึกษา 2547-2548 มาเรียนในหลักสูตรฯปี 2549 แล้ว จึงไม่น่ามีปัญหาเรื่องการรับรองนั้น ไม่สามารถกระทำได้ เพราะคุรุสภา จะรับรองหลักสูตรนับแต่วันที่มหาวิทยาลัยรับนักศึกษาเข้าเรียน" นายไพฑูรย์กล่าว
          นายจาตุรนต์ ฉายแสง ปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีว่าการ ศธ. กล่าวว่า จะให้ สกอ.วางมาตรการเข้มงวดและหาวิธีดูแลกรณีมหาวิทยาลัยเปิดหลักสูตรสอนทั้งที่ ยังไม่ได้รับการรับรอง ทั้งนี้ การป้องกันที่ทำได้คือ ต้องมีระบบติดตามและให้ข้อมูลแก่ผู้เกี่ยวข้อง ผู้เรียนจะได้มีข้อมูลประกอบการตัดสินใจ ซึ่งมหาวิทยาลัยเองต้องพร้อมเปิดเผยข้อมูลที่ถูกต้องด้วย แต่ปัจจุบันกลับมีการเอานักศึกษาเป็นตัวประกัน สุดท้ายก็ต้องผ่อนผันให้ เพราะมีการเรียนการสอนไปแล้ว
          นายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) กล่าวว่า สกอ.ได้ตรวจสอบกรณีดังกล่าวแล้ว พบว่ามีเพียงหลักสูตรใหม่ปี 2549 ใน 10 สาขาวิชาที่ สกอ.ได้รับทราบ
          ทางด้านนายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช ปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ. เปิดเผยว่า ตนได้ทราบกระแสข่าวว่าการสอบบรรจุครูผู้ช่วยครั้งใหม่นี้ เริ่มมีขบวนการเตรียมทุจริตในพื้นที่ต่างๆ บ้างแล้ว จึงได้ให้เจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบ แต่ยังไม่ได้ข้อมูลเชิงลึก ขณะเดียวกันได้มีการพูดคุยกับนายอภิชาติ จีระวุฒิ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) โดยกำชับให้ดูแลกระบวนการจัดสอบอย่างเข้มงวด เพราะขณะนี้การสอบสวนการทุจริตสอบบรรจุครูผู้ช่วย กรณีมีความจำเป็นหรือเหตุพิเศษ ว12 ที่สอบเมื่อต้นปี 2556 ยังไม่สิ้นสุด และส่อว่าผู้ที่ทำการทุจริตจะพ้นความผิด ดังนั้น จึงเกรงว่าจะมีขบวนการทุจริตการสอบครูผู้ช่วยครั้งใหม่เกิดขึ้นซ้ำอีก
          นาย สมยศ ศิริบรรณ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลและนิติการ (ผอ.สพร.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กล่าวว่า จากการเปิดรับสมัครสอบบรรจุครูผู้ช่วยใน 89 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) และสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ รวมจำนวน 1,888 อัตรา ใน 40 กลุ่มวิชา ระหว่างวันที่ 17-24 มีนาคมนี้ ปรากฏว่า 2 วันแรก มีผู้สมัครจำนวน 20,955 คน ดังนี้ ภาษาไทย 1,246 คน, คณิตศาสตร์ 1,682 คน, ภาษาอังกฤษ 2,174 คน, ภาษาจีน 145 คน, ภาษาไทย 1,246 คน, คณิตศาสตร์ 1,682 คน, ภาษาอังกฤษ 2,174 คน, ภาษาจีน 145 คน, ญี่ปุ่น 49 คน, ฝรั่งเศส 7 คน, พม่าศึกษา 1 คน, วิทยาศาสตร์ 2,052 คน, วิทยาศาสตร์ทั่วไป 971 คน, ฟิสิกส์ 205 คน, เคมี 218 คน, ชีววิทยา 261 คน, สังคมศึกษา 2,329 คน, ประวัติศาสตร์ 2 คน, สุขศึกษา/พลศึกษา 1,625 คน, ดนตรีศึกษา 144 คน, ดนตรีไทย 74 คน, ดนตรีสากล 66 คน, ศิลปศึกษา 249 คน ทัศนศิลป์ 15 คน, วิจิตรศิลป์ 2 คน, นาฏศิลป์ 294 คน, คอมพิวเตอร์ 2,782 คน, อุตสาหกรรมศิลป์ 147 คน, เกษตร 250 คน, คหกรรม 157 คน, ปฐมวัย/อนุบาลศึกษา 2,401 คน, ประถมศึกษา 742 คน, จิตวิทยาและการแนะแนว 128 คน, เทคโนโลยีทางการศึกษา 135 คน, บรรณารักษ์ 100 คน, การเงิน/การบัญชี 218 คน, วัดผลและประเมินผลการศึกษา 14 คน, โสตทัศนศึกษา 16 คน, ธุรกิจ 86 คน และอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการ 6 คน, กิจกรรมบำบัด 2 คน ส่วนภาษาเกาหลี ซึ่งรับ 1 คน และกายภาพบำบัด รับ 17 คน ยังไม่มีผู้สมัคร
          นาย สมยศกล่าวต่อว่า สำหรับเขตพื้นที่ที่มีผู้สมัครจำนวนมากที่สุด 10 อันดับแรก ได้แก่ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) บึงกาฬ สมัคร 1,173 คน รับ 11 คน, สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) 6 ฉะเชิงเทรา-สมุทรปราการ รับ 128 คน สมัคร 1,125 คน, สพป.ตาก เขต 2 รับ 31 คน สมัคร 1,108 คน, สพป.นราธิวาส เขต 1 รับ 32 คน สมัคร 728 คน, สพป.กำแพงเพชร เขต 2 รับ 11 คน สมัคร 708 คน, สพป.นครราชสีมา เขต 6 รับ 8 คน สมัคร 679 คน, สพป.ปัตตานี เขต 2 รับ 15 คน สมัคร 605 คน, สพป.สระแก้ว เขต 2 รับ 10 คน สมัคร 562 คน, สพม.เขต 32 (บุรีรัมย์) รับ 11 คน สมัคร 530 คน และ สพป.แม่ฮ่องสอน เขต 1 รับ 10 คน สมัคร 520 คน ทั้งนี้ คาดว่าเมื่อปิดรับสมัครในวันที่ 24 มีนาคมนี้ น่าจะมียอดสมัครรวมสูงถึง 1 แสนคน
          นางศิริพร กิจเกื้อกูล เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) กล่าวว่า กรณีบัณฑิต มรภ.สุรินทร์มีใบอนุญาตฯชั่วคราวก็สามารถสมัครสอบครูผู้ช่วยได้ ทั้งนี้ มีผู้สนใจสอบถามเข้ามามากว่าสมัครสอบครูหลายแห่งได้หรือไม่ ซึ่งหลักเกณฑ์ปีนี้เปลี่ยนแปลงไปจากปีที่ผ่านมา เรื่องการเปิดโอกาสให้ผู้สมัครสอบสมัครได้หลายเขตพื้นที่ เพื่อไม่จำกัดสิทธิ แต่เข้าสอบได้เพียงแห่งเดียวเท่านั้น นอกจากนี้ ผู้สมัครสอบต้องสอบผ่านภาค ก และภาค ข ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 จึงจะมีสิทธิสอบภาค ค และผู้เข้าสอบต้องนั่งอยู่ในห้องสอบจนหมดเวลาทำข้อสอบด้วย โดยการสอบภาค ก และภาค ข จะสอบในวันที่ 19-20 เมษายนนี้
          ด้านนายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) ให้สัมภาษณ์กรณีทำหนังสือแจ้งให้สถาบันการอาชีวศึกษา 19 แห่ง จาก 38 วิทยาลัย ที่เปิดสอนระดับปริญญาตรีสายเทคโนโลยี หรือสายปฏิบัติการ ส่งผลการเรียนภาคเรียนที่ 1 และ 2 ปีการศึกษา 2556 ของนักศึกษารุ่นแรก 684 คน มาให้วิเคราะห์ผลการเรียนว่ามีปัญหาเกรดเฟ้อหรือไม่ว่า ขณะนี้สถาบันการอาชีวศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 3 แห่ง และสถาบันการอาชีวศึกษากรุงเทพมหานครได้ส่งผลการเรียนมาให้วิเคราะห์แล้ว พบว่าจากนักศึกษา 184 คน ในสาขาวิชาเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ สาขาวิชาเทคโนโลยีการก่อสร้าง สาขาวิชาเทคโนโลยีแม่พิมพ์ สาขาวิชาเทคโนโลยีไฟฟ้า สาขาวิชาเทคโนโลยียานยนต์ สาขาวิชาเทคโนโลยีสถาปัตยกรรม สาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ สาขาวิชาการตลาด สาขาวิชาช่างทองหลวง และสาขาวิชาการจัดการสำนักงาน มีผลการเรียนเฉลี่ยตั้งแต่ 3.75 ขึ้นไป 39 คน หรือ 21.19%, เกรดเฉลี่ย 3.5-3.74 จำนวน 28 คน หรือ 15.21% และต่ำกว่า 3.5 จำนวน 117 คน หรือ 63.58% โดยสาขาวิชาการตลาดและสาขาวิชาช่างทองหลวงของสถาบันการอาชีวศึกษากรุงเทพฯ ซึ่งมีนักศึกษา 39 คน มีที่ได้เกรดเฉลี่ย 3.75 ขึ้นไปถึง 22 คน
          "เมื่อ ดูข้อมูลแล้วถือว่าเกรดค่อนข้างเฟ้อมาก และนักศึกษาเหล่านี้มีสิทธิได้เกียรตินิยมอันดับ 1 และ 2 เพราะตามหลักเกณฑ์เกียรตินิยมอันดับ 1 ต้องได้เกรดเฉลี่ยตั้งแต่ 3.75 ขึ้นไป และอันดับสอง 3.5 ขึ้นไป แต่ไม่เกิน 3.75 และต้องมีผลการเรียนไม่ต่ำกว่าพอใช้ 2.00 ในรายวิชาใดวิชาหนึ่ง ทั้งนี้ สำหรับสถาบันการอาชีวศึกษาที่เหลือ กำลังทยอยส่งผลการเรียนเข้ามา เนื่องจากช่วงนี้อยู่ระหว่างการตัดเกรดในภาคเรียนที่ 2" นายชัยพฤกษ์กล่าว และว่า ในวันที่ 21 มีนาคมนี้ ได้เรียกประชุมรักษาการผู้อำนวยการสถาบันการอาชีวศึกษา 19 แห่ง เกี่ยวกับเรื่องของการวัดผลการเรียนของนักศึกษาว่า จะป้องกันปัญหาเกรดเฟ้อได้อย่างไร เพื่อให้คุณภาพการเรียนระดับปริญญาตรีอาชีวะน่าเชื่อถือ และเป็นที่ยอมรับของสังคม
ที่มา : มติชน ฉบับวันที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2557

เยียวยานศ.มรภ.สุรินทร์2ปี ได้ใบรับรองครูไปใช้ชั่วคราว/รองอธิการอ้างนิ่มๆคุรุสภาเข้าใจผิด

Friday, 21 March, 2014 - 00:00  ไทยโพสต์

ศธ.เยียวยาให้ใบตั๋วครูชั่วคราว 2 ปีหลัง นศ.ปี 5 มรภ.สุรินทร์ร้องคุรุสภา เรียนหลักสูตรเถื่อนไม่ได้รับการรับรองจากคุรุสภา ด้านรองอธิการอ้างหน้าตาเฉยคุรุสภาเข้าใจคลาดเคลื่อน ทำให้ยังไม่รับรอง แต่ "ไพฑูรย์" ยันยังไม่ได้รับเรื่องว่าจะปรับปรุงหลักสูตรใหม่ ด้าน "อ๋อย" สั่ง สกอ.ดูแลคุมเข้มหลักสูตร หวั่นเด็กไม่มีคุณภาพ
    เมื่อวันที่ 20 มีนาคม ที่สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มผู้บริหารและนักศึกษาคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) สุรินทร์ ประมาณ 50 คน เดินทางมาเรียกร้องขอให้คณะกรรมการคุรุสภา ในฐานะหน่วยงานที่กำกับดูแลวิชาชีพครูทบทวนประกาศคุรุสภา เรื่องการรับรองมาตรฐานหลักสูตรและมาตรฐานการผลิตปริญญาครุศาสตรบัณฑิตของ มรภ.สุรินทร์ หลักสูตรปริญญาครุศาสตรบัณฑิต (หลักสูตร 5 ปี) จำนวน 10 สาขาวิชา ได้แก่ สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ คอมพิวเตอร์ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ สังคมศึกษา ดนตรี พลศึกษา การศึกษาปฐมวัย และนาฏศิลป์ศึกษา 
    ขณะที่นายอรุณ สุขเกษม รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา มรภ.สุรินทร์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาคุรุสภามีความเข้าใจในเรื่องการรับรองหลักสูตรครุศาสตร์ของ มรภ.สุรินทร์คลาดเคลื่อน โดยทางคุรุสภาให้การรับรองหลักสูตรดังกล่าวตั้งแต่ปี 2547 แต่ขณะนั้น มรภ.สุรินทร์ยังใช้หลักสูตรกลาง ซึ่งเป็นหลักสูตรที่สถาบันราชภัฏทุกแห่งจะต้องใช้ร่วมกัน แต่เมื่อยกฐานะเป็นมหาวิทยาลัยในปี 2547 ทาง มรภ.สุรินทร์ก็ได้พัฒนาหลักสูตร ซึ่งสภามหาวิทยาลัยเห็นชอบ และเสนอให้สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) รับทราบ และคุรุสภาให้การรับรองแล้วในปี 2549 โดยการรับรองของคุรุสภาแต่ละครั้งจะมีระยะเวลา 5 ปี ซึ่งหากนับตามกรอบเวลาที่กำหนดเท่ากับว่าหลักสูตรดังกล่าวจะครอบคลุมถึงผู้ที่เข้าเรียนในปีการศึกษา 2553 ทั้งนี้ หลังจากหลักสูตรได้รับการรับรองอย่างถูกต้องแล้ว มหาวิทยาลัยก็ได้โอนนักศึกษาที่เรียนในหลักสูตรปี 2547 และปี 2548 มาเรียนในหลักสูตรปี 2549 ทั้งหมด
    ผศ.อรุณกล่าวต่อว่า ที่ผ่านมามีนักศึกษาที่เรียนในหลักสูตรปี 2549 สำเร็จการศึกษาและได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู และเป็นครูจำนวนมาก แต่ปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นกับนักศึกษาที่เข้าเรียนในปี 2552 นั้นเป็นเพราะคุรุสภาตีความว่าหลักสูตรต้องได้รับการรับรองย้อนหลังไปตั้งแต่ปี 2547 ซึ่งขณะนั้นไม่มีนักศึกษาเรียนในหลักสูตรปี 2547 แล้ว เพราะได้โอนย้ายนักศึกษามาเรียนหลักสูตรปี 2549 หมดแล้ว แต่คุรุสภายังยืนยันที่จะรับรองตามหลักสูตรปี 2547 ที่จะครอบคลุมนักศึกษาที่เข้าเรียนในปี 2551 เท่านั้น จึงทำให้นักศึกษาที่เข้าเรียนในปี 2552 และจบการศึกษาในปี 2557 ประมาณ 700 คน มีปัญหาหลักสูตรไม่ได้รับการรับรองจากคุรุสภา ทำให้เด็กไม่สามารถมาขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูจากคุรุสภาเพื่อนำไปสมัครสอบบรรจุตำแหน่งครูผู้ช่วย ที่จะปิดรับสมัครในวันที่ 24 มีนาคมนี้ได้ ทั้งที่เด็กกลุ่มนี้เรียนมาอย่างถูกต้อง และได้รับอนุมัติใบปริญญาจากสภามหาวิทยาลัยตั้งแต่เมื่อวันที่ 7 มีนาคมที่ผ่านมา
    "ทางมหาวิทยาลัยยืนยันว่าหลักสูตรของเราไม่ใช่หลักสูตรเถื่อน เด็กเหล่านี้มีศักดิ์และสิทธิ์ทุกประการที่จะไปเป็นครูในอนาคต ที่ผ่านมาทางมหาวิทยาลัยไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้มีการติดต่อมายังคุรุสภาเพื่อยืนยันหลักสูตรปี 2549 มาโดยตลอด แต่ผู้ปฏิบัติงานไม่ยอมเสนอเรื่องเข้าที่ประชุมคณะกรรมการคุรุสภาทำให้เกิดปัญหา" รองอธิการบดีกล่าว
    นายอรุณกล่าวต่ออีกว่า หากคุรุสภาไม่ทบทวนการรับรองหลักสูตรปี 2549 นอกจากจะเกิดปัญหากับเด็กที่เข้าเรียนในปี 2552 แล้ว ยังรวมถึงเด็กที่เข้าเรียนในปี 2553 และ 2554 ที่กำลังจะจบการศึกษาในปี 2558 และ 2559 อีกประมาณ 2,000 คนด้วย เพราะแม้หลักสูตรปี 2549 จะครอบคลุมถึงเด็กเข้าเรียนในปี 2553 แต่ที่ผ่านมาคุรุสภาได้ออกประกาศ ศธ.ขยายเวลาการรับรองหลักสูตรปี 2549 ไปจนถึงปี 2555 ซึ่งทางมหาวิทยาลัยก็ได้ทำเรื่องขอขยายไป แต่เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2557 คุรุสภาได้ส่งหนังสือแจ้งว่าไม่สามารถดำเนินการขยายระยะเวลาได้ และขอให้มหาวิทยาลัยเร่งพัฒนาหลักสูตร ซึ่งทางมหาวิทยาลัยก็เร่งปรับปรุง แต่วันที่ 14 มีนาคมที่ผ่านมา คุรุสภากลับมีหนังแจ้งมาว่าสิ้นสุดระยะเวลาการส่งหลักสูตร ทั้งที่ในหนังสือแจ้งให้ปรับปรุงไม่ได้กำหนดเวลาการส่ง และเพิ่งผ่านมาเพียง 2 เดือนเท่านั้น จึงไม่เข้าใจว่าทำไมคุรุสภาถึงรอไม่ได้ เพราะเราตั้งใจจะส่งหลักสูตรวันที่ 15 มีนาคม เพื่อให้นักศึกษาสามารถไปขอรับใบอนุญาตฯ ได้อย่างถูกต้อง
    นางสาวยลภัทร์ โพธิ์ศรี บัณฑิตคณะครุศาสตร์ มรภ.สุรินทร์ หนึ่งในผู้ที่ได้รับผลกระทบ กล่าวว่า อยากขอความเมตตาจากคณะกรรมการคุรุสภา เพื่อให้ช่วยเหลือในเรื่องการขอใบอนุญาตฯ ขณะนี้เดือดร้อนมาก เพราะในวันที่ 24 มีนาคมนี้ จะสิ้นสุดวันรับสมัครการสอบครูผู้ช่วย ซึ่งตนมีความฝันอยากเป็นครู และทุ่มเทกับการเรียนมาเป็นเวลา 5 ปี แต่กลับมาเกิดปัญหาทำให้ไม่สามารถไปสมัครสอบครูได้ 
    นางสาวรุ่งนภา พื้นผา บัณฑิตคณะครุศาสตร์ มรภ.สุรินทร์ กล่าวว่า ตนตั้งใจและหวังที่จะสอบเป็นครู แต่พอเกิดปัญหาทำให้ความฝันพังทลาย จึงอยากขอความเมตตาจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจนว่าจะอนุมัติใบอนุญาตฯ ให้กับพวกตนได้เมื่อไหร่ 
    นายไพฑูรย์ สินลารัตน์ ประธานกรรมการคุรุสภา เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการคุรุสภาว่า ที่ประชุมได้มีการพิจารณากรณีการรับรองหลักสูตรปริญญาครุศาสตรบัณฑิต (หลักสูตร 5 ปี) จำนวน 10 สาขาวิชาของ มรภ.สุรินทร์ ซึ่งที่ประชุมยืนยันว่ามหาวิทยาลัยยังไม่ได้ส่งหลักสูตรที่ปรับปรุงมายังคุรุสภา และไม่แน่ใจว่าส่งหลักสูตรนี้ให้ สกอ.รับทราบหรือยัง ดังนั้นที่ประชุมจึงมีมติเยียวยานักศึกษาที่เข้าเรียนในปี 2552 โดยจะใช้วิธีการเทียบโอน 9 มาตรฐานวิชาชีพของคุรุสภาเพื่อขอรับใบอนุญาตปฏิบัติการสอนชั่วคราว เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการสมัครสอบครูผู้ช่วยได้ โดยใบอนุญาตฯ ชั่วคราวนี้จะมีอายุ 2 ปี ขณะที่ทาง มรภ.สุรินทร์จะต้องเร่งส่งรายชื่อนักศึกษาและรายวิชาที่สอนในหลักสูตรดังกล่าวให้คุรุสภาตรวจสอบด้วย และระหว่างนี้มหาวิทยาลัยจะต้องปรับปรุงหลักสูตรให้ได้รับการรับรองภายใน 2 ปี เพื่อให้เด็กกลุ่มนี้ได้รับใบอนุญาตฯ โดยอัตโนมัติ ส่วนเรื่องค่าใช้จ่ายในการสอบ 9 มาตรฐานนั้น มหาวิทยาลัยคงต้องไปหารือว่าจะรับผิดชอบเรื่องนี้อย่างไร
    "ทาง มรภ.สุรินทร์มีความเข้าใจเรื่องการอนุมัติหลักสูตรไม่ตรงกับคุรุสภา ซึ่งคุรุสภารับรองหลักสูตรปีการศึกษา 2549 จริง แต่การรับรองจะนับตั้งแต่ปีที่มหาวิทยาลัยรับนักศึกษาซึ่งคือปีการศึกษา 2547 เท่ากับว่าจะสิ้นสุดระยะเวลารับรองในปี 2551 ไม่เข้าใจว่าระหว่างนั้นทำไมมหาวิทยาลัยไม่เร่งดำเนินการ เพราะรู้อยู่แล้วว่าจะเกิดปัญหากับเด็กที่เข้าเรียนปีการศึกษา 2552 ส่วนที่มหาวิทยาลัยบอกว่าโอนย้ายนักศึกษาที่เข้าเรียนตั้งแต่ปีการศึกษา 2547 และ 2548 มาเรียนในหลักสูตรปี 2549 แล้วจึงไม่น่าจะมีปัญหาเรื่องการรับรองนั้นไม่สามารถกระทำได้ เพราะคุรุสภาจะรับรองหลักสูตรนับแต่วันที่มหาวิทยาลัยรับนักศึกษาเข้าเรียน” นายไพฑูรย์กล่าว
    ด้านนายจาตุรนต์ ฉายแสง รักษาการ รมว.ศธ. เปิดเผยว่า จะให้สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ไปหาทางวางมาตรการเข้มงวดสำหรับการเปิดหลักสูตรของสถาบันอุดมศึกษา อย่างไรก็ตาม การป้องกันปัญหาที่ทำได้คือต้องมีระบบติดตามให้ข้อมูลแก่ผู้เกี่ยวข้อง ผู้ที่ประสงค์สมัครเข้าเรียนที่ใดจะได้มีข้อมูลประกอบการตัดสินใจ ซึ่งมหาวิทยาลัยเองก็ต้องพร้อมเปิดเผยข้อมูลที่ถูกต้องให้แก่ผู้เรียนด้วย แต่ปัจจุบันกลับมีการเอาผู้เรียน นักศึกษา เป็นตัวประกัน สุดท้ายก็ต้องผ่อนผันให้เพื่อมีการเรียนการสอนไปแล้ว
    “ไม่แน่ใจว่ามีบทลงโทษมหาวิทยาลัยในเรื่องนี้หรือไม่ และนอกจากมหาวิทยาลัยราชภัฏแล้วยังมีกรณีเช่นนี้เกิดในมหาวิทยาลัยอื่นๆ เช่นกัน ทั้งหมดนี้เป็นเพราะการเร่งผลิตโดยไม่ได้คำนึงถึงคุณภาพ ไม่มีการให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก้ผู้เกี่ยวข้อง ทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เรียน ซึ่งผมจะให้ สกอ.ไปหามาตรการให้รัดกุมมากยิ่งขึ้น ให้ สกอ.ไปหาวิธีดูแลการเปิดหลักสูตรทั้งๆ ที่ยังไม่ได้รับการรับรอง” นายจาตุรนต์กล่าว.

มรภ.สุรินทร์ทำงามไส้ ! นศ.เรียนครู 5 ปี จบได้ปริญญาเถื่อน ครุสภาไม่รับรอง

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์19 มีนาคม 2557 19:44 น


มรภ.สุรินทร์ทำงามไส้ !  นศ.เรียนครู 5 ปี จบได้ปริญญาเถื่อน ครุสภาไม่รับรอง
นักศึกษาคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ เดือดร้อน เรียนครู 5 ปี จบได้แค่ปริญญาเถื่อน ครุสภาไม่รับรองหลักสูตรและไม่สามารถขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูได้ วันนี้ ( 19 มี.ค.)
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
มรภ.สุรินทร์ทำงามไส้ !  นศ.เรียนครู 5 ปี จบได้ปริญญาเถื่อน ครุสภาไม่รับรอง

มรภ.สุรินทร์ทำงามไส้ !  นศ.เรียนครู 5 ปี จบได้ปริญญาเถื่อน ครุสภาไม่รับรอง

มรภ.สุรินทร์ทำงามไส้ !  นศ.เรียนครู 5 ปี จบได้ปริญญาเถื่อน ครุสภาไม่รับรอง

มรภ.สุรินทร์ทำงามไส้ !  นศ.เรียนครู 5 ปี จบได้ปริญญาเถื่อน ครุสภาไม่รับรอง

สุรินทร์ - ม.ราชภัฏสุรินทร์ ทำงามไส้! นศ.ครุศาสตร์เรียนจบได้ปริญญาตรี แต่ครุสภาไม่รับรองหลักสูตรและออกใบประกอบวิชาชีพครูให้ได้ กลายเป็นปริญญาเถื่อน ทั้งที่เรียน คบ.ครู 5 ปี เหตุหลักสูตรหมดอายุแต่ปี 2552 เตรียมลงขันเข้ากรุงเทพฯ ยื่นขอความเป็นธรรม ปลัด ก.ศึกษาธิการ-สกอ.และ คุรุสภา เผยบัณฑิตเดือดร้อนแล้วกว่า 500 คน จ่อจบอีกเกือบ 1,000 คน
      
       วันนี้ (19 มี.ค.) ที่อาคาร 28 มหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) สุรินทร์ อ.เมือง จ.สุรินทร์ ได้มีนักศึกษา คณะครุศาสตร์ กว่า 300 คน มารวมตัวกันเพื่อลงรายชื่อเตรียมเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ในค่ำวันนี้ เพื่อยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมต่อปลัดกระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) และครุสภา หลังได้รับความเดือดร้อนอย่างหนักกรณีบัณฑิตกว่า 500 คน ไม่สามารถสมัครสอบแข่งขันเพื่อบรรจุรับราชการครูได้ เนื่องจากครุสภาไม่รับรองหลักสูตรปริญญาครุศาสตร์บัณฑิต (หลักสูตร 5 ปี) หรือ คบ.ครู 5 ปี ของมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ และไม่สามารถขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูได้
      
       นางสาวอุไร แก่นไสย อายุ 24 ปี นักศึกษาคณะครุศาสตร์ วิชาเอกนาฏศิลป์ ชั้นปีที่ 5 กล่าวว่า ปัญหาที่ครุสภาไม่สามารถรับรองวุฒิ คบ.5 ปี ให้ เพราะทางมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ไม่ยอมส่งหลักสูตรการเรียนการสอนวิชาชีพครู ให้ทาง สกอ.และคุรุสภา พิจารณารับรองหลักสูตร ซึ่งหลักสูตรที่พวกตนเข้าเรียนหมดอายุไปตั้งแต่ปี 2552 จากนั้นจึงกลายเป็นหลักสูตรเถื่อนตลอดระยะเวลา 5 ปีที่พวกตนเรียน และไม่ได้รับการพัฒนาหลักสูตรให้ถูกต้องตามกฎหมาย
      
       โดยเฉพาะวิชาชีพครู พอสิ้นสุดการศึกษาต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ แต่ทางคุรุสภาได้มีหนังสือตอบกลับมาว่าไม่สามารถออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูให้กับนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ได้ เนื่องจากหลักสูตรไม่ได้รับการรับรอง จึงเป็นประเด็นปัญหาที่พวกเราต้องออกมาต่อสู้และเรียกร้องความเป็นธรรมในครั้งนี้ ซึ่งตนและเพื่อนนักศึกษาจะเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อยื่นหนังสือขอความเมตตาจากผู้ใหญ่ คือปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ช่วยผลักดันและขอความเห็นใจ ซึ่งขอแค่ให้ออกหนังสือรับรองให้ทันสมัครสอบบรรจุครูในครั้งนี้ก็ยังดี
      
       ส่วนคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ซึ่งมี ดร.อัจฉรา ภานุรัตน์ เป็นรักษาการอธิการบดี นั้นทราบว่า จะเรียกประชุมส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยพยายามต่อรองมาตั้งแต่เมื่อวานจนถึงขณะนี้ว่า อย่าให้นักศึกษาออกมาเคลื่อนไหวเกรงว่าจะเสียภาพพจน์ของมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ แต่นักศึกษาไม่เชื่ออีกแล้ว เพราะสุดท้ายจะเหมือนหลักสูตรการเรียนการสอนวิชาชีพครู ที่ไม่ยอมส่ง สกอ.และ ครุสภา จนกลายมาเป็นปริญญาเถื่อนอย่างที่เห็น
      
       ด้าน นายอนันชัย นพพิบูลย์ อายุ 26 ปี นักศึกษาคณะครุศาสตร์ วิชาเอกวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นปีที่ 5 กล่าวว่า 5 ปีที่ตนและเพื่อนเล่าเรียนวิชาชีพครูมา พอมาเจอปัญหาปริญญาบัตรไม่ได้รับการรับรอง รู้สึกเสียความรู้สึกและเกิดความเสียใจมาก ที่เสียเวลาเรียนมา 5 ปี เราไม่ได้อะไรเลย เหมือนกับเราเป็นคนเถื่อน นักศึกษาเถื่อน ที่เข้าศึกษาเล่าเรียนในมหาวิทยาลัยที่ คุรุสภา และ สกอ.ไม่รับรองหลักสูตร ทำให้ไม่สามารถไปสมัครงานประกอบวิชาอะไรได้
      
       อยากฝากถึง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ช่วยเหลือในเรื่องดังกล่าว ให้นักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ได้วุฒิและใบประกอบวิชาชีพ เพื่อไปสอบแข่งขันบรรจุรับราชการ โดยเฉพาะช่วงนี้มีการเปิดสอบเกี่ยวกับวิชาชีพครูเป็นวันที่ 3 แล้ว ตนและเพื่อนนักศึกษาก็ยังอยู่ในมหาวิทยาลัยยังไม่ได้ไปไหนเลย ซึ่งเป็นความเดือนร้อนสำหรับนักศึกษาที่กำลังจะจบ คบ.ครู 5 ปี อยุ่ในขณะนี้กว่า 500 คน และกำลังจะจบการศึกษาตามมาอีกเกือบ 1,000 คน
      
       ขณะที่ผู้สื่อข่าวได้เดินทางเข้าพบผู้บริหารของมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ปรากฏว่า ไม่มีผู้บริหารระดับสูงอยู่ปฏิบัติราชการแต่อย่างใด ทราบเพียงว่าผู้บริหารทั้งหมดได้เดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อประชุมหารือในเรื่องการออกใบรับรองปริญญาบัตร และ ใบประกอบวิชาชีพครู ซึ่งจะมีการประชุมในวันพรุ่งนี้ (20 มี.ค.) ที่กระทรวงศึกษาธิการ

สกอ.ชงคสช. ขอเพิ่มเงินเดือนข้าราชการมหา′ลัย 8%

วันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2557 เวลา 09:15:04 น. มติชน

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม นพ.กำจร ตติยกวี เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) เปิดเผยว่า จากการประชุมคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา (ก.พ.อ.)  

"ยังรายงานที่ประชุมว่า สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ได้เสนอเรื่องไปที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อพิจารณาเกี่ยวกับการปรับปรุงอัตราเงินเดือนของข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาเพิ่มขึ้น 8% เช่นเดียวกับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ได้รับแล้ว จะปรับเพิ่มให้แก่ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา 19,696 คน ในมหาวิทยาลัยของรัฐ 79 แห่ง จำนวนเงิน 2,332,990,173.55 บาท ปรับย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2554-30 กันยายน 2557 ซึ่งต้องใช้งบประมาณปีงบ 2558" นพ.กำจรกล่าว

ทปอ.ชงชะลอประเมินคุณภาพการศึกษาทุกระดับ

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์25 สิงหาคม 2557 15:07 น.

ทปอ. เสนอชะลอประเมินรอบ 4 ทุกระดับ รวมทั้งทบทวนระบบประเมินทั้งภายใน ภายนอกของประเทศ รับห่วงกรอบประเมินที่กระชั้นเข้ามา แต่มั่นใจทุกฝ่ายพร้อมเสียเวลาเพื่อคุณภาพ
ทปอ.ชงชะลอประเมินคุณภาพการศึกษาทุกระดับ
ศ.นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน
        ศ.นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล (มม.) ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานรับรองมาตรฐานและการประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) ได้เชิญผู้แทนเครือข่ายอุดมศึกษา 4 เครือข่าย ได้แก่ ทปอ. ที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏ (ทปอ.มรภ.) สมาคมสถาบันอุดมศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย (สสอท.) และที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (ทปอ.มรภ.) หารือกรณีที่มหาวิทยาลัยต่างๆ ทำหนังสือถึง สมศ. และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อขอให้ประกาศระงับใช้หมวด 6 เรื่องมาตรฐาน และการประกันคุณภาพการศึกษาของ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 (ฉบับที่ 2 ) พ.ศ. 2545 (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2553 สำหรับระดับอุดมศึกษา เป็นการชั่วคราว เพราะเห็นว่าการประเมินของ สมศ. ยังไม่สามารถสะท้อนคุณภาพการศึกษาที่แท้จริง โดยในการประชุมดังกล่าว มหาวิทยาลัยทั้งหมดเห็นสอดคล้องกันว่า ควรจะต้องชะลอการประเมินคุณภายภายนอกรอบสี่ของ สมศ. ในทุกระดับการศึกษา รวมทั้งควรจะต้องทบทวนระบบโครงสร้าง และกระบวนการในการประกันคุณภาพการศึกษาทั้งระบบ การประเมินภายในของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ด้วย เพื่อให้ระบบประกันสะท้อนคุณภาพการศึกษา และสถาบันผู้ถูกประเมินก็สามารถนำผลไปใช้พัฒนาการเรียนการสอนได้อย่างแท้จริง
      
        “ที่ผ่านมา ทปอ. ไม่ได้หมายถึงให้ชะลอเฉพาะในส่วนของอุดมศึกษาเท่านั้น แต่หมายถึงภาพรวมทุกระดับการศึกษา เพราะเห็นว่าระบบประกันคุณภาพการศึกษาดำเนินการมาถึง 14 ปีแล้ว แต่ก็ยังไม่สะท้อนคุณภาพที่แท้จริง ขณะเดียวกัน ยังไม่สอดคล้องกับบริบทของการจัดการศึกษาในปัจจุบันที่มีความเปลี่ยนแปลงไปค่อนข้างมาก ดังนั้น จึงควรต้องมาดู และทบทวนบทบาททั้งของ สมศ. สกอ. และสภาวิชาชีพ ซึ่งเข้ามามีส่วนในการประเมิน โดย สมศ. ควรจะทำหน้าที่ในการคุ้มครองผู้บริโภค ขณะที่ สกอ. ควรจะทำหน้าที่ส่งเสริมสนับสนุนพัฒนาอุดมศึกษาให้มีคุณภาพซึ่งจากการพูดคุยในที่ประชุม ศ.ดร.ชาญณรงค์ พรรุ่งโรจน์ ผู้อำนวยการ สมศ. ก็ค่อนข้างเห็นด้วย และรับที่จะนำข้อเสนอดังกล่าวเข้าหารือในที่ประชุมคณะกรรมการบริหารสมศ. วันที่ 26 สิงหาคม นี้”ศ.นพ.รัชตะ กล่าว
      
        ประธาน ทปอ. กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องกรอบเวลาที่ สมศ. จะต้องเริ่มประเมินคุณภาพภายนอกรอบ 4 ในเดือนตุลาคม 2558 นี้นั้น ยอมรับว่าเป็นข้อกังวล เพราะ สมศ. ต้องดำเนินการตามที่กฎหมายกำหนด แต่ตนคิดว่าหากทุกฝ่ายยอมเสียเวลาเพื่อให้การประเมินเป็นไปในมิติของการส่งเสริมคุณภาพมากกว่าการจับผิด อย่างไรก็ตาม จากนี้คงจะมีการพูดคุยระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกระดับ ทั้ง อุดมศึกษา การศึกษาขั้นพื้นฐาน อาชีวศึกษา และ สมศ. เพื่อหาแนวทางการประเมินที่เหมาะสม และรวบรวมรายละเอียดต่างๆ เสนอสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) พิจารณา หากมีกฎหมายอะไรที่ต้องปรับแก้ จะได้เสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาต่อไป

อุ้มรักษาการ อธ.มรภ.สุรินทร์ ข้ามหัว สตง.หลังฟันทุจริตผิดวินัยร้ายแรง!

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์13 ธันวาคม 2553 11:53 น.

บุคลากร มรภ.สุรินทร์ สุดทนพฤติกรรมรักษาการอธิการฯ มีชนักติดหลัง “ทำผิดวินัยร้ายแรง” ตามคำชี้มูลของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินภูมิภาคที่ 4 สร้างความเสียหาย กว่า 17 ล้าน ไปล็อบบี้สภามหาวิทยาลัยเป็นผิดไม่ร้ายแรง แถมด้านขอนั่งเก้าอี้อธิการบดีอีกสมัย ขณะที่ สกอ.มีหนังสือให้สภามหาวิทยาลัยทบทวนการแต่งตั้ง
       
       คณะบุคลากรมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ร้องเรียนผ่าน ASTV ผู้จัดการ กล่าวว่า ขอให้ยุติแต่งตั้งอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ เพราะปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งก่อนหน้านี้มหาวิทยาลัยราชภัฎสุรินทร์ ได้ดำเนินการก่อสร้างและปรับปรุงอาคารหลายอาคาร ตั้งแต่ปี 2544-2548 พบว่าขัดต่อระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 ทำให้เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา ออกคำสั่งสำนักนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ที่ 163/2551 เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน ลงวันที่ 21 พ.ค.51 โดยให้สอบสวน อธิการบดีและคณาจารย์ที่เกี่ยวข้องจำนวน 23 คน ตามคำชี้มูลของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินภูมิภาคที่ 4 ว่า เป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง มีผลทำให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการเป็นจำนวนเงิน 17,346,967 บาท และสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ได้แจ้งความร้องทุกกล่าวโทษต่อพนักงานสวบสวน ณ สถานีตรำวจภูธร อ.เมือง จ.สุรินทร์ ให้ดำเนินคดีกับอธิการบดี มรภ.สุรินทร์ ในข้อหาเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือทุจริตต่อหน้าที่ เมื่อวันที่ 8 ม.ค.51ที่ผ่านมา
       
       ต่อมา อธิการบดี มรภ.สุรินทร์ พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้สภามหาวิทยาลัยราชภัฎสุริทร์ โดยอาศัยอำนาจหน้าที่ตาม พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยราชภัฏ พ.ศ.2547 ช่วยเหลือตนเองในด้านคดีความ และดำรงตำแหน่งอธิการบดีต่อจนสิ้นสุดวาระ แม้ว่าจะขัดต่อกฎหมาย รวมทั้งทำให้สามารถได้รับการสรรหาเพื่อดำรงตำแหน่งอธิการบดีต่ออีกสมัยหนึ่งหลังจากครบวาระ
       
       คณะบุคลากรฯ ถามว่า สภามหาวิทยาลัยทำถูกต้องแล้วหรือ ที่สภามหาวิทยาลัยเห็นชอบให้ อธิการคนเดิมเป็นผู้สมควรรับโปรดเกล้าฯเป็นอธิการบดี และแต่งตั้งให้รักษาการแทนอธิการบดีในระหว่างการดำเนินการเพื่อขอโปรดเกล้าฯ ในคราวการประชุม ครั้งที่ 15/2551 เมื่อวันที่ 17 ธ.ค.51 ทั้งที่ขาดความเหมาะสม เนื่องจากอยู่ระหว่างถูกตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัยร้ายแรงและถูกฟ้องกล่าวโทษในคดีอาญา เป็นผู้ที่มัวหมองในกรณีที่ถูกสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรง ทั้งๆ ที่ เลขาฯ กกอ.มีหนังสือลงวันที่ 17 ก.พ.52 เพื่อส่งคืนเรื่องการเสนอเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งอธิการบดี โดยให้สภามหาวิทยาลัยทบทวนและดำเนินการสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีที่มีความเหมาะสมใหม่ แต่นายกสภามหาวิทยาลัยไม่ได้นำเรื่องนี้เข้าพิจารณาในสภามหาวิทยาลัย
       
       “หลังจากเลขาฯ กกอ.มีหนังสือให้สภามหาวิทยาลัยทบทวนการแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดี อีกหลายเดือนต่อมา นายกสภามหาวิทยาลัย ได้เข้าพบ เลขาฯ กกอ. โดยอ้างว่า สภามหาวิทยาลัย มีความเห็นว่าควรดำเนินการทางวินัยแก่อธิการรายนั้น ไม่ร้ายแรงเท่านั้น ทั้งที่ไม่เคยมีมติของสภามหาวิทยาลัยตามที่กล่าวอ้างแต่ประการใด” คณะบุคลากรฯ กล่าวด้วยว่า หากยังให้อธิการคนเดิม รักษาการและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีจะสร้างความเสียหายให้แก่ราชภัฏมากยิ่งขึ้น

"เกษม"ลั่นไขก๊อกนายกสภาแน่ อ้าง"ขั้วอำนาจเก่า-ใหม่"สุรินทร์ขัดแย้งหนัก

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2556 เวลา 23:06:56 น.

แจงไม่ส่งชื่ออธิการฯให้สกอ.เหตุไร้ข้อสรุป

นายเกษม จันทร์แก้ว รักษาการนายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) สุรินทร์ ให้สัมภาษณ์กรณีความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในการประชุมสภา มรภ.สุรินทร์ เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ ซึ่งมีวาระการสรรหาอธิการบดี มรภ.สุรินทร์ เนื่องจากนางอัจฉรา ภาณุรัตน์ ยังไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯเป็นอธิการบดี ซึ่งเรื่องดังกล่าวคาราคาซังมาเกือบ 5 ปีว่า ในการประชุมสภาดังกล่าว ตนปล่อยให้ที่ประชุมได้ถกเถียงกัน ใช้เวลาพอสมควร ซึ่งสาเหตุที่ต้องหยิบยกเรื่องนี้มาหารือกันในสภาอีกครั้ง เพราะสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) มีคำสั่งที่ 1/2556 ลงวันที่ 2 มกราคม เรื่องลงโทษวินัยข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา สังกัด มรภ.สุรินทร์ ตัดเงินเดือนนางอัจฉรา 5% เป็นเวลา 3 เดือน กรณีกระทำผิดวินัยไม่ร้ายแรง ทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนกัน ซึ่งเมื่อเปิดดูตามข้อกฎหมายแล้วระบุชัด โดยถ้านางอัจฉรายังอยู่ในตำแหน่งอธิการบดี แล้วถูกลงโทษทางวินัย จะต้องออกจากตำแหน่งเท่านั้น แต่ถ้าอยู่ระหว่างจะเข้าสู่ตำแหน่ง สามารถเข้าสู่ตำแหน่งอธิการบดีได้ เพราะได้รับโทษวินัยไม่รุนแรง ซึ่งตามจริงการทำโทษในมหาวิทยาลัยต้องดูสิ่งแวดล้อมอย่างอื่นด้วย อาทิ เป็นคนที่ประพฤติดีมาตลอด หรือประพฤติชั่วมาตลอด เคยช่วยทำประโยชน์ให้กับส่วนรวมอย่างไรบ้าง ต้องดูหลายๆ อย่างประกอบด้วย ฉะนั้นตนจึงเห็นใจ สกอ. ที่ตัดสินว่าผิดวินัยไม่ร้ายแรง ก็อาจจะมีแนวคิดในลักษณะดังกล่าวด้วย

"สกอ.มีหนังสือให้มหาวิทยาลัยตอบกลับว่า เมื่อมีคำสั่งดังกล่าวแล้ว คุณสมบัติการเป็นอธิการบดีของนางอัจฉราเปลี่ยนหรือไม่ ซึ่งผมได้นำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุมสภาในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ ในสภา มรภ.สุรินทร์ มีสองฝ่าย คือ ฝ่ายนางอัจฉรา และฝ่ายซีกอำนาจเก่า ซึ่งผมไม่ขอเอ่ยชื่อ มีความขัดแย้งกันมานานแล้ว ใช้เวลาถกเถียงกันนานกว่า 2 ชั่วโมง ก็ยังไม่สามารถตกลงกันได้ ผมจึงบอกว่า จะส่งข้อความเป็นเอกสารว่า คุณสมบัตินางอัจฉราไม่เปลี่ยนแปลง ถ้าใครคิดว่าที่ผมเขียนไปไม่ถูกต้อง ก็ขอให้เขียนความเห็นมา ซึ่งไม่ได้มีการโหวต" รักษาการนายกสภา มรภ.สุรินทร์กล่าว

นายเกษมกล่าวต่อว่า จากนั้นตนก็ปิดประชุม และนั่งนับ โดยคะแนนอยู่ที่ 8 ต่อ 8 แต่มีใบสุดท้ายที่รักษาการอธิการบดีในขณะนั้น เขียนมาในพารากราฟแรกมีข้อความว่า ไม่เห็นด้วยŽ แต่บรรทัดสุดท้ายมีคำว่า แต่คุณสมบัติไม่เปลี่ยนแปลง แล้วขีดเส้นใต้ ตนจึงนำไปไว้ในกองที่เห็นด้วย และรองอธิการบดีท่านหนึ่งขอดูตนก็ให้ดู แล้วบอกว่านายกสภาโกหก ซึ่งตนก็ถามคนเขียนว่า ที่ขีดเส้นใต้หมายความว่าอย่างไร เขาก็ตอบว่าขีดไปอย่างนั้น ขีดเฉยๆ จึงเกิดเป็นความวุ่นวาย มีการจะต่อยกัน ตนก็ห้ามไว้เพราะเราเป็นครูอาจารย์ ส่วนสาเหตุที่ยังไม่ส่งรายงานการประชุมในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ ไปให้ สกอ. เพราะรายงานการประชุมยังตกลงกันไม่ได้ คนที่พูดไม่ยอมรับในสิ่งที่ตนเองพูด

"ความจริงทุกคนไม่ได้เกลียดผม แต่คิดว่าผมเข้าข้างนางอัจฉรา เป็นความสัตย์จริงผมไม่เคยเข้าข้างเลย ยึดหลักการตามกฎหมายตลอด นางอัจฉราทำอะไรผิดผมก็ว่า ผมทำงานแบบนี้มาเยอะ ดังนั้น ต้องมีความซื่อตรง ตอนนั้นชื่อนางอัจฉรายังอยู่ในฐานะที่จะถูกโปรดเกล้าฯเป็นอธิการบดี ชื่อยังอยู่ที่ สกอ. จะถอนมาไม่ได้ เขาฟ้องเราได้ และ สกอ.แจ้งมาเองว่านางอัจฉราผิดวินัยไม่ร้ายแรง ซึ่งตามกฎหมายก็บอกไว้ชัดเจนว่าสามารถเข้าสู่ตำแหน่งได้ ผมปรึกษานักกฎหมายตลอด ซึ่งผมเองคงไม่เป็นนายกสภาที่นี่แล้ว ผมประกาศไปแล้ว แต่ตอนนี้อยู่ระหว่างรักษาการนายกสภา เพื่อรอสภาชุดใหม่ตามกฎหมาย ตอนนี้รู้แล้วว่ามันไปไม่รอด ผมไม่เหมาะกับที่ มรภ.สุรินทร์ ผมบอกที่ประชุมแล้วผมไม่เหมาะกับสถานการณ์แบบนี้ คนทะเลาะกัน มันไม่เหมาะ" นายเกษมกล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีที่นายกสภาใช้อำนาจแต่งตั้งตัวเองเป็นรักษาการอธิการบดี แล้วประกาศแต่งตั้งให้นายนิคม ลนขุนทด คณบดีคณะอุตสาหกรรม ปฏิบัติราชการแทนรักษาการอธิการบดี ระหว่างวันที่ 21-28 มีนาคมนั้น ถือว่าเป็นการใช้อำนาจมิชอบหรือไม่ นายเกษมกล่าวว่า ตนยึดตามกฎหมาย และการอ่านกฎหมายจะอ่านข้อเดียวไม่ได้ มหาวิทยาลัยเป็นนิติบุคคล จึงต้องมีผู้บริหารหรืออธิการบดี มาตราต่อมา บอกว่าถ้าตำแหน่งผู้บริหารว่างลง ให้ผู้มีอำนาจสูงสุดรักษาการแทน เมื่อวันที่ 10 มีนาคม สภาไม่ครบองค์ประชุม จึงไม่สามารถตั้งรักษาการอธิการบดีได้ ดังนั้น ตนจึงต้องรักษาการอธิการบดี และตั้งนายนิคม เป็นผู้ปฏิบัติราชการแทนรักษาการอธิการบดีถึงแค่ 29 มีนาคม เพราะตนไม่สามารถไปทำงานในช่วงนั้นได้ ติดภารกิจ จากนั้นในการประชุมครั้งต่อมาในวันที่ 29 มีนาคม ตนก็แจ้งสภา

และจะเลือกรักษาการอธิการบดีใหม่ ก็ยังตกลงไม่ได้อีก เนื่องจากผู้บริหารมหาวิทยาลัยหมดวาระวันที่ 20 มีนาคมไปแล้ว ฉะนั้นแม้จะมีการโหวต ก็ต้องถือว่าเป็นโมฆะ เพราะผู้บริหารมหาวิทยาลัยถือว่าไม่มีอำนาจแล้ว ตนจึงบอกที่ประชุมว่า จะขอตั้งตัวเองเป็นรักษาการอธิการบดีแทน และให้นายนิคม ปฏิบัติราชการแทนรักษาการอธิการบดี ซึ่งถือว่าเป็นมติสภา ที่เสียงส่วนมากยอมรับ

"ผมลาออกแน่นอน แต่ยังไม่ถึงเวลา เพราะผมต้องรักษาการจนกว่าจะได้สภาชุดใหม่ แต่ยังมีปัญหาอีกว่าผู้ทรงคุณวุฒิที่เลือกมามีสองชุด จำนวน 44 คน มีทั้งฝ่ายนางอัจฉรา และฝ่ายตรงข้ามนางอัจฉรา ซึ่งทั้งสองชุดมาโดยวิธีการที่ผิดทั้งคู่ โดยเป็นปัญหาภายในมหาวิทยาลัยจริงๆ แต่ระหว่างที่ผมรักษาการนายกสภา คงจะไม่เข้าไปเกี่ยวข้องแล้ว ตอนนี้ให้ทนายความดูอยู่ว่าจะต้องใช้เวลาเท่าไรที่จะออกมาจากรักษาการนายกสภา" นายเกษมกล่าว

มรภ.สุรินทร์ ร้อง สกอ.ขออธิการบดี หลังเวียนรักษาการมา 5 ปี

By สำนักข่าวไทย TNA News | 20 ก.ย. 2556 15:23 | 261 views | View Comment
สกอ. 20 ก.ย. - ตัวแทนนักศึกษา มรภ.สุรินทร์ กว่า 100 คน ร้อง สกอ. ไม่มีอธิการบดีมานานกว่า 5 ปี ด้าน รศ.นพ.กำจร ชี้ สกอ.ไม่มีอำนาจทางกฎหมาย สภามหาวิทยาลัยต้องกลับไปดำเนินการให้ถูกต้องตามระเบียบ

กลุ่มตัวแทนจากสภานักศึกษาและคณะนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) สุรินทร์ กว่า 100 คน เข้ายื่นหนังสือต่อ รศ.นพ.กำจร ตันติยกวี รองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) เพื่อขอความเป็นธรรมจากกรณีที่ มรภ.สุรินทร์ ไม่มีบุคคลมาดำรงตำแหน่งอธิการบดีตั้งแต่ปี 2551 รวมระยะเวลากว่า 5 ปี ซึ่งระหว่างนี้เป็นการแต่งตั้งรักษาราชการแทนในตำแหน่งอธิการบดี มีวาระ 180 วัน และเปลี่ยนบุคลากรมารักษาการแล้วไม่น้อยกว่า 7 คน โดยกลุ่มตัวแทนจากองค์กรนักศึกษาได้เสนอชื่อ รศ.อัจฉรา ภาณุรัตน์ อดีตอธิการบดี มรภ.สุรินทร์ กลับมาดำรงตำแหน่งอีกครั้ง โดยเคยเสนอชื่อต่อสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) เพื่อนำชื่อเสนอต่อสำนักนายกรัฐมนตรีเพื่อแต่งตั้งโปรดเกล้าฯ ไม่น้อยกว่า 8 ครั้ง

ด้าน รศ.นพ.กำจร กล่าวว่า ก่อนหน้านี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เคยได้ชี้มูลความผิดอดีตอธิการบดี รองอธิการบดี มรภ.สุรินทร์ และพวกจำนวนหนึ่ง เรื่องปัญหาการจัดซื้อจัดจ้าง ทำให้นายอภิชาติ จีระวุฒิ เลขาธิการ กกอ. ดำเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรง รศ.อัจฉรา ตามการชี้มูล ซึ่งก็ได้มีผลการตัดสินไปแล้ว โดยมีความผิดแต่ไม่ร้ายแรง ทั้งนี้ พบว่าสภามหาวิทยาลัย มรภ.สุรินทร์ ได้มีการแก้ข้อบังคับเรื่องการสรรหาอธิการบดี โดยเอื้อประโยชน์ให้ผู้ที่ถูกดำเนินการทางวินัยยังสามารถเข้ารับการสรรหาได้ ดังนั้น ทาง สกอ.จึงได้หารือกับกฤษฎีกาและนักกฎหมายหลายฝ่ายได้ข้อสรุปว่าการแก้ข้อบังคับดังกล่าวดำเนินการไม่ถูกต้อง และได้ทำหนังสือส่งแจ้งไปยังสภามหาวิทยาลัย มรภ.ดำเนินการใหม่ให้ถูกต้อง แต่สภามหาวิทยาลัยยังคงยืนยันตามเดิม และจะเสนอชื่ออธิการบดีคนเดิม อีกทั้งสภามหาวิทยาลัย มรภ.ที่ทำงานอยู่ในขณะนี้เป็นชุดรักษาการ ซึ่งกฎหมายไม่ได้ระบุถึงระยะเวลาว่าสามารถรักษาการได้นานเท่าใด เหมือนดังเช่นสภามหาวิทยาลัยของราชภัฏในหลายสถาบันที่ยังใช้ช่องว่างทางกฎหมาย รักษาการอย่างยาวนาน กลายเป็นปัญหาทางกฎหมายที่ สกอ.ไม่สามารถจะเข้าไปควบคุมได้

รองเลขาธิการ กกอ. กล่าวอีกว่า ทางออกของปัญหาดังกล่าวหากจะดำเนินการให้ถูกต้องและสง่างาม สภามหาวิทยาลัยควรจะมีการสรรหาสภามหาวิทยาลัยใหม่ก่อนดำเนินการสรรหาอธิการบดี เพื่อให้ทุกอย่างถูกต้องตามกระบวนการ และไม่เป็นข้อครหา

ด้านนายธเนศ อยู่สบาย นายกองค์การนักศึกษา มรภ.สุรินทร์ กล่าวว่า เดินทางมาในวันนี้เพื่อขอความเป็นธรรมกับ สกอ. และอยากเห็นมหาวิทยาลัยเดินไปข้างหน้า แทนที่ต้องมีการหมุนเวียนรักษาการอธิการบดีทุก 6 เดือน อีกทั้งบางคนยังหวังเข้ามากอบโกยผลประโยชน์ เกิดปัญหาบุคลากรแบ่งฝ่าย ไม่เกิดการพัฒนา นักศึกษามีมติว่าอยากให้ รศ.อัจฉรา ภาณุรัตน์ กลับมาเป็นอธิการบดีของมหาวิทยาลัย เพราะเป็นบุคคลที่เป็นได้รับรางวัลมากมาย และสร้างคุณประโยชน์นานัปการกับทางมหาวิทยาลัย และไม่ได้เป็นบุคคลที่ขาดคุณธรรมจริยธรรมอย่างที่ สกอ.ระบุ. - สำนักข่าวไทย