วันเสาร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2556

แดนสนธยาในสถาบันอุดมศึกษาไทย?

Author by  1/07/11


การแย่งชิงอำนาจในมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ(มศว.)ประสานมิตรมีมาอย่างยาวนาน
ความขัดแย้งดังกล่าวเป็นไปอย่างรุุนแรง ถึงขั้นไล่ออกอาจารย์คนหนึ่งที่วิพากษ์วิจารณ์ผู้บริหารมหาวิทยาลัย  แม้ต่อมาคณะอนุกรรมการข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย(ก.พ.อ.)ว่าด้วยการอุทธรณ์และร้องทุกข์มีมติว่า คำสั่งไล่ออกไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ล่าสุดมีการร้องเรียนและคัดค้านว่า การสรรหาและแต่งตั้ง น.พ.เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ เป็นอธิการบดี ไม่ชอบด้วยกฎหมายโดยผู้คัดค้านเห็นว่า นอกจากจะเป็นการสืบทอดอำนาจจากนายวิรุณ ตั้งเจริญ อธิการบดีคนปัจจุบันแล้ว นายเฉลิมชัยยังถูกร้องเรียนกล่าวหาในหลายเรื่อง
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในมศว.ประสานมิตรเป็น เพียงหนึ่งในหลายปรากฏการณ์ที่สะท้อนให้เห็นว่า สถาบันอุดมศึกษาไทยเป็นแดนสนธยาที่มากไปด้วยผลประโยชน์
ก่อนหน้านี้ นายสุเมธ แย้มนุ่น เลขาธิการคณะกรรมการอุดมศึกษา(สกอ.) มีคำสั่งไล่ออก นายคิม ไชยแสนสุข อธิการบดีมหาวิทยาลับรามคำแหง นายเฉลิมพล ศรีหงษ์ อดีตรองอธิการบดี และนายรังสรรค์ แสงสุข อดีตอธิการบดี ออกจากราชการเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2554 ตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)เคยมีมติไว้มานานกว่าครึ่งปี กรณีบุคคลทั้งสาม กระทำผิดวินัยร้ายแรง ฐานทุจริตต่อหน้าที่เนื่องจากออกคำสั่งขยายระยะเวลาราชการให้แก่นายรังสรรค์ แสงสุข และนางรำไพ สิริมนกุล รองอธิการบดีที่เกษียณอายุราชการในปี 2547 เพื่อให้ได้รับเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งวิชาการ ขณะที่ดำรงตำแหน่งฝ่ายบริหารไปพร้อมกันด้วย
แม้จะมีคำสั่งดังกล่าว แต่มิได้หมายความ การต่อสู่แย่งชิงผลประโยชน์ในมหาวิทยาลัยรามคำแหงจะยุติลง ตรงกันข้ามกลับดุเดือดรุนแรงยิ่งขึ้น เพราะกลุ่มที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามนายรังสรรค์และตั้งรับมาตลอดได้ถือเอาโอกาสนี้เปิดเกมรุกอีกครั้งหนึ่ง
ทั้งนี้ต้องยอมรับว่า ในช่วงเกือบ 20 ปีที่กลุ่มนายรังสรรค์ครองอำนาจอยู่ในมหาวิทยาลัยรามคำแหงนั้น นายรังสรรค์ได้สร้างเครือข่ายผู้บริหารและบุคคลากรฝังรากลึกอยู่ในทุกส่วนงาน  แม้แต่ในสภามหาวิทยาลัยซึ่งตามกฎหมายมีอำนาจหน้าที่ในการกำกับดูแลการทำงานของฝ่ายบริหารก็แทบเป็นเนื้อเดียวกับนายรังสรรค์
จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่สภามหาวิทยาลัย และบุคคลากรของมหาวิทยาลัยรามคำแหงจำนวนหนึ่งออกมาสนับสนุนและประท้วงคำสั่งไล่ออกนายรังสรรค์และพวกเกือบจะในทันที
ดังนั้น การสรรหาอธิการบดีคนใหม่แทนนายคิม ไชยแสนสุข จักต้องมีการต่อสู้อย่างดุเดือดอย่างแน่นอน
นอกจากมหาวิทยาลัยรามคำแหงแล้ว ยังมีสถาบันอุดมศึกษาอีกหลายแห่งที่ เกิดปัญหาความขัดแย้งเกี่ยวกับตำแหน่งอธิการบดี ซึ่งสะท้อนให้เห็นอิทธิพลของอธิการบดีที่มีต่อสภามหาวิทยาลัยซึ่งมีหน้าที่กำกับดูแลฝ่ายบริหาร
จึงเกิดคำถามขึ้นว่า ระบบที่ให้สภามหาวิทยาลัยมีอิสระในการกำกับดูแลฝ่ายบริหาร  แต่กลับมีลักษณะเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกันโดยองค์กรภายนอกไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบได้ จะทำให้สถาบันอุดมศึกษาไทยกลายเป็นแดนสนธยาและแหล่งผลประโยชน์ของคนบางกลุ่มหรือไม่
ปัจจุบันมีสถาบันอุดมศึกษาหลายแห่งที่เกิดสภาพการณ์ที่สะท้อนให้เห็นพฤติการณ์ที่เอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน ดังนี้
หนึ่ง มหาวิทยาลัยขอนแก่นซึ่งเพิ่งมีการสรรหาอธิการบดีเมื่อปลายปีที่ผ่านม และมีการโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง รศ.กิตติชัย ไตรรัตนศิริชัย อดีตรองอธิการบดี เป็นอธิการบดีเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2554 ที่ผ่านมา ปรากฏว่า อธิการบดีได้แต่งตั้งกรรมการสรรหาอธิการบดี 2 คนคือ รศ.สมหมาย ปรีเปรม เป็นรองอธิการบดีฝ่ายการคลังและทรัพย์สิน และรศ.เอื้อมพร ทองกระจาย เป็นรองอธิการบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ ทำให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า เป็นพฤติกรรมต่างตอบแทนซึ่งกันและกัน
สอง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.)ศรีวิชัย  ที่นายสุเมธ แย้มนุ่น เลขาธิการ คณะกรรมการอุดมศึกษา มีหนังสือถึงสภามหาวิทยาลัยเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2553 ให้ทบทวนการเสนอชื่อนายประชีพ  ชูพันธ์ รักษาการอธิการบดีเพื่อโปรดเกล้าฯแต่งตั้งเป็นอธิการบดีเนื่องจากสภามหาวิทยาลัยได้แต่งตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงกรณีบุกรุกป่าชายเลนในเขตป่าสงวนแห่งชาติเพื่อสร้างโรงแรม สรุปได้ว่า   “การกระทำของ นายประชีพ  ชูพันธ์  อธิการบดี น่าจะถือเป็นข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา ต้องปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย  ระเบียบ  แบบแผนของทางราชการ  ประมาทเลินเล่อ … อันเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง  เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง”
สาม มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ที่ สกอ.ไม่นำชื่อนางอัจฉรา  ภาณุรัตน์ เสนอโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีอีกวาระหนึ่ง อันเนื่องมาจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินภูมิภาคที่ 4 ได้ กล่าวหานางอัจฉรา  กับพวก รวม 23 คนว่า ปฏิบัติหน้าที่ราชการไม่เป็นไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการพัสดุ  ในการอนุมัติการก่อสร้างอาคารของมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ 8 อาคาร จนก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการและเข้าข่ายเป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัทเอกชนโดยมิชอบและมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนทางวินัยร้ายแรง
แต่สภามหาวิทยาลัยได้แก้ไขข้อบังคับผู้โดยยกเลิกการกำหนดลักษณะต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีที่กำหนดว่า ต้องไม่เป็นผู้อยู่ระหว่างถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงเพื่อให้นางอัจฉราสามารถเป็นอธิการบดีอีกสมัยได้
ตัวอย่างข้างต้นเป็นเพียง ปรากฎการณ์ส่วนน้อยที่เป็นข่าวต่อสาธารณะ  จึงเปรียบเสมือน“ยอดภูเขาน้ำแข็ง”ที่สะท้อนระบบอุปถัมภ์ในมหาวิทยาลัยไม่มีใครรู้ว่า ยังมีแดนสนธยาอยู่อีกจำนวนมากแค่ไหนในสถาบันอุดมศึกษาไทย

มือมืด!จ้องทำลายล้างบางอธิการบดีราชภัฏสุรินทร์

http://www.surinnews.com/topic_n.php?id=5078
าพ/ข่าว จาก ศูนย์ข่าว surinnews.com
เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 52ที่ผ่านมา เช้าตรู่ได้มีมือมืดปรากฏกายวางเอกสารใบปลิวหวังดิสเครดิตอธิการบดีราชภัฏสุรินทร์  รศ.ดร.อัจฉรา ภานุรัตน์ อันมีข้อความว่า”คน โกง แผ่นดิน?”สำเนาเอกสาร ลับ ด่วนที่สุด ที่ ศธ 0509.6(2.1)/10086  ลงวันที่ 15  กรกฎาคม 2551 ของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา
  โดยมือมืดวิ่งวางใบปลิวว่อนสุรินทร์  07.00 น.วิทยาลัยเฉลิมกาจญนา 08.00 น.ที่ศาลากลางจังหวัดสุรินทร์ ที่ว่าการอำเภอเมืองสุรินทร์ อบจ.สุรินทร์ แต่ชะล่าใจเกินไปมีภาพปรากฏชัดๆ ทางกล้องวงจรปิด

 ผู้สื่อข่าวสุรินทร์นิวส์ได้ขอเข้าพบอธิการบดีฯเมื่อเวลา 13.50 น.เพื่อสอบถามข้อเท็จจริงความเป็นมาเป็นไปของเรื่องราวที่เกิดขึ้น

ทำให้ทราบว่า เนื่องจากมีกระบวนการที่พลาดหวังจากการเลือกตั้งอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฎสุรินทร์ที่แล้วมา ทำให้ผู้พลาดหวังเคืองแค้นใจเป็นอันมาก
จึงต้องการหาแนวร่วมเพื่อทำลายล้างคนดีอย่าง  รศ.ดร.อัจฉรา ภานุรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ โดยมีการร้องเรียนไปแทบๆทุกๆองค์กร คราวที่แล้วมา นายประวัติ สมเป็น นางคณึ่ง สายแก้ว เคยฟ้องศาลปกครองแต่ศาลปกครองชี้มูลว่า รศ.ดร.อัจฉรา ภานุรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ไม่มีความผิดแต่อย่างใด ศาลปกครองจึงยกคำร้องฟ้องนั้นไป
คราวนี้ก็เช่นกัน มีการไขข่าวด้วยการโฆษณา เพื่อให้ผู้อื่นหลงเชื่อว่าโดยอาศัยเอกสารใบปลิวดังกล่าว ซึ่งเป็นเอกสาร ลับ ของทางราชการทำมั้ยถึงสามารถนำออกมาจากมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ได้อย่างไร ขณะเดียวกันทำมั้ยมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์  ยังไม่มีการดำเนินการทางวินัยกับบุคคลเหล่านั้นให้เด็ดขาดสะที ซึ่งเป็นบุคลากรของมหาวิทยาลัย.

 ผู้รักความเป็นธรรม ความถูกต้องชอบธรรม ทนดูความขัดแย้ง พฤติกรรมที่ไม่เข้าท่าของบุคลากรในมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ไม่ได้ จึงออกมาปกป้องคนดีๆอย่าง รศ.ดร.อัจฉรา ภานุรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์และต้องการเห็นสถาบันทางการศึกษาแห่งนี้เป็นที่พึ่งพิงเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ดีของลูกหลานในอนาคต


 เมื่อ 27 ตุลาคม 25 เวลา 11.30  น.นายกระจาย รุ่งเรือง ผู้รับมอบอำนาจจากรศ.ดร.อัจรา ภานุรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ พร้อมด้วยนายรณชัย ภูแก้ว ผู้ชำนาญการด้านนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ได้เข้าพบพนักงานสอบสวน สภ.เมืองสุรินทร์

เพื่อแจ้งความร้องทุกข์ และลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินการตามกฏหมายเอาตัวผู้กระทำผิดมือมืดที่กระทำละเมิดด้วยการไขข่าวแพร่หลายซึ่งข้อความอันเป็นการฝ่าฝืนต่อความจริงเป็นที่เสียหายแกชื่อเสียงหรือเกียรติคุณของ/หมิ่นประมาท ใส่ความต่อบุคคลที่สาม
โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง การโฆษณาด้วยเอกสารอันเป็นการทำให้ รศ.ดร.อัจฉรา ภานุรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์เสียชื่อเสียงและเป็นที่อัปอาย มาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

 ทั้งนี้องค์การตรวจสอบอำนาจรัฐ(สากล)ได้เข้ามาร่วมตรวจสอบดูแลอย่างใกล้ชิดในเรื่องดังกล่าวแล้ว รวมทั้งสื่อสารมวลชนทุกแขนง เพื่อที่จะรายงานให้องค์กรต่างๆที่ผู้ร้องเรียนกล่าวหา

โดยมีพฤติกรรมกลั่นแกล้ง เช่น ตำรวจสันติบาล สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน สำนักงานป้องกันปรามปรามการทุจริตแห่งชาติ ผู้ตรวจการแผ่นดิน องค์กรสิทธิมนุษย์ชน เพื่อให้ดำเนินการกับบุคคลดังกล่าวต่อไป

เรียกร้องให้สภามหา วิทยาลัยดำเนินการสรรหาอธิการบดี


วันที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2556 ปีที่ 23 ฉบับที่ 8169 ข่าวสดรายวัน
http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TURObFpIVXdOREV4TURRMU5nPT0=

ประการสำคัญคือการศึกษา


เรืองชัย ทรัพย์นิรันดร์

แม้จะเป็นห้วงเวลาปิดภาคเรียน แต่การปฏิบัติหน้าที่ของบุคลากรจำนวนหนึ่งยังปฏิบัติหน้าที่ไปตามปกติ

โดยเฉพาะสภามหาวิทยาลัยที่มีการกำหนดเรียกประชุมเดือนละครั้งหรือกว่านั้น

ระหว่างนี้ มหาวิทยาลัยราชภัฏอีกบางแห่งอยู่ระหว่างสรรหาอธิการบดี สภามหา วิทยาลัยเป็นองค์กรที่ต้องดำเนินการสรรหาอธิการบดีให้แล้วเสร็จตามกำหนดก่อนส่ง ให้คณะกรรมการการอุดมศึกษา นำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งต่อไป

ตำแหน่งอธิการบดีในบางมหาวิทยาลัยราชภัฏอาจมีปัญหาบ้าง แต่ในหลายแห่งดำเนินไปตามครรลองของระเบียบปฏิบัติ

ส่วนที่มีปัญหาเรื้อรังมายาวนานถึงวันนี้ กระทั่งนายกสภามหาวิทยาลัยต้องลงไปปฏิบัติหน้าที่รักษาราชการแทนอธิการบดีแห่งหนึ่งยังไม่เรียบร้อย ดังที่ชาวราชภัฏและผู้สนใจในแวดวงการศึกษาทราบดี แต่ไม่รู้ว่าจะดำเนินการไปอย่างไร

ขณะนี้มีเสียงเรียกร้องให้สภามหา วิทยาลัยดำเนินการสรรหาอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์เดินหน้าต่อไป ขณะที่มีเสียงเรียกร้องให้นายกสภามหา วิทยาลัยซึ่งรักษาราชการแทนอธิการบดี ลาออกเพื่อสรรหานายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏกันใหม่

วันนี้ยังไม่ทราบว่าผลจะเป็นอย่างไร

ทางที่ดีสมควรที่คณะกรรมการสภามหาวิทยาลัยตั้งแต่นายกสภามหาวิทยาลัยและกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิลาออกให้หมด เพื่อคณะกรรมการสภามหาวิทยาลัยที่เหลืออยู่คือกรรมการโดยตำแหน่งคือ อธิการบดี (มีแต่รักษาราชการ) ประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการ ประธานกรรมการส่งเสริมกิจการมหา วิทยาลัย กรรมการจากผู้ดำรงตำแหน่งฝ่ายบริหาร และกรรมการจากคณาจารย์ประจำของมหาวิทยาลัย รวมแล้ว 10 คน สรรหานายกสภามหาวิทยาลัยคนใหม่

หลังจากนั้นให้นายกสภามหาวิทยาลัย และกรรมการทั้ง 10 คน สรรหาผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง 11 คน เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ทั้งนายกสภามหาวิทยาลัยและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

กระบวนการทั้งหมดนี้ไม่น่าจะเกินกว่า 1 เดือน หรือ 30 วัน และไม่น่าจะเกิน 45 วัน

หากผู้ที่เกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์เท่าที่มีอยู่จะลดราวาศอกและร่วมกันพิจารณาด้วยเหตุผล ไม่ใช่บนพื้นฐานของผลประโยชน์แต่ละคน

เมื่อสภามหาวิทยาลัยมีคณะกรรมการครบองค์แล้ว ให้นายกสภามหาวิทยาลัยที่ได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเรียกประชุมคณะกรรมการมหาวิทยาลัยเพื่อสรรหาอธิการบดีต่อไป

มหาวิทยาลัยราชภัฏเป็นสถาบันการศึกษาชั้นสูงตามมาตรา 7 ของพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยราชภัฏ พ.ศ.2547 เพื่อการพัฒนาท้องถิ่นที่เสริมสร้างพลังปัญญาของแผ่นดิน ฯลฯ และต้องดำเนินงาน เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามมาตรา 8 ที่กำหนดภาระหน้าที่ของมหาวิทยาลัยไว้ 8 ประการ

โดยเฉพาะประการที่ 8 ศึกษา วิจัย ส่งเสริมและสืบสานโครงการอันเนื่องมาจากแนวพระราชดำริในการปฏิบัติภารกิจของมหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น

ภารกิจสำคัญของมหาวิทยาลัยคือ การดำเนินงานทางการศึกษาให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามพระราชบัญญัติกำหนด บรรดาคณาจารย์ ข้าราชการ พนักงานของมหาวิทยาลัย และบุคลากรต่างเป็นผู้ที่ต้องเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติทั้งสิ้น โดยเฉพาะผู้บริหารตั้งแต่อธิการบดีลงไป

ส่วนที่สำคัญสภามหาวิทยาลัยมีอำนาจและหน้าที่เป็นไปตามมาตรา 28(8) พิจารณาเรื่องเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งและถอดถอนนายกสภามหา วิทยาลัย กรรมการสภามหาวิทยาลัย ผู้ทรงคุณวุฒิ อธิการบดี ศาสตราจารย์ และศาสตราจารย์พิเศษ

หากมิได้ดำเนินการไปตามนั้น ผู้รับผิดชอบสมควรทำตามมาตรา 17(2) คือ ลาออก-ขอย้ำ


หน้า 23

กรณีของนายนิพินธุ์ สุวรรณรงค์ สรุปผลการประชุม คณะกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้ - รัฐสภา

สรุปผลการประชุม
คณะกรรมาธการการศ ิ ึกษาสภาผู้แทนราษฎร
ครั้งที่๒๗
วันพุธที่๒๕ เมษายน ๒๕๕๕
ณ ห้องประชมคณะกรรมาธ ุ ิการ หมายเลข ๓๖๐๑ ชั้น ๖ อาคารรัฐสภา ๓


เรื่องพิจารณา

๔. ผลกระทบจากการรับโอนข้าราชการครูระหว่างสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา
เขต ๒๒ กับมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์กรณีของนายนิพินธุ์สุวรรณรงค์อดีตครูโรงเรียนมุกดาวิทยานุกูล

สรุปมติ/ผลการประชุม


ด้วยคณะกรรมาธิการการศึกษาได้รับเรื่องร้องเรียนจากนายนิพินธุ์ สุวรรณรงค์

อดีตข้าราชการครูคศ. ๒ โรงเรียนมุกดาวิทยานุกูลตําบลบางทรายใหญ่อําเภอเมืองจังหวัดมุกดาหารสังกัด
สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต ๒๒ สรุปว่าได้โอนไปรับราชการตําแหน่งอาจารย์สาขาดนตรี
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ตามคําสั่งมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
ที่ ๐๙๔๘/๒๕๕๔ เรื่องการรับโอนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาลงวันที่ ๖ กรกฎาคม๒๕๕๔
และได้ปฏิบัติหน้าที่การสอนที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ได้ระยะหนึ่ง ต่อมามหาวิทยาลัยฯ
ได้ยกเลิกคําสั่งรับโอนผู้ร้องเรียน และส่งตัวกลับต้นสังกัดเดิมโดยอ้างว่าการรับโอนดังกล่าวขัดกับมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) และ ขัดกับมติคณะกรรมการกําหนดเป้าหมายและนโยบายกําลังคนภาครัฐ (คปร.) 
แต่สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต ๒๒ ได้แ จ้ง ว่าการดําเนินการส่งตัวกลับต้นสังกัดเดิมไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) 
กําหนดจึงไม่สามารถรับผู้ร้องเรียนกลับเข้ารับราชการในสังกัดเดิมได้ทําให้ผู้ร้องถูกตัดสิทธิ์ความเป็นข้าราชการจากหน่วยงานทั้งสองและไม่สามารถเข้าปฏิบัติราชการที่หน่วยงานใดได้จึงส่งผลกระทบต่อ
สถานภาพความเป็นข้าราชการของผู้ร้องเรียน คณะกรรมาธิการได้มีมติให้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมประชุม๒เมื่อวันพุธที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๕๕ ณ อาคารรัฐสภาเพื่อรับฟังข้อมูลข้อเท็จจริงข้อคิดเห็นทางด้านกฎหมาย  กฎ ระเบียบที่เกี่ยวข้องรวมทั้งสภาพปัญหาอุปสรรคและแนวทางแก้ไขตลอดจนข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ
ในเรื่องดังกล่าวโดยมีบุคคลและผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปร่วมประชุมชี้แจงดังนี้
(๑) ผู้ร้องเรียน (นายนิพินธุ์สุวรรณรงค์) 
(๒) ผู้แทนเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
(๓) ผู้แทนเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา
(๔) ผู้อํานวยการสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต ๒๒
(๕) รักษาการอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
(๖) ผู้แทนเลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา
(๗) ผู้แทนอธิบดีกรมบัญชีกลาง
(๘) ผู้แทนเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา
จากการประชุมพิจารณาศึกษาเรื่องดังกล่าวคณะกรรมาธิการพิจารณาแล้วสรุปแนวทางการแก้ไขปัญหาได้ดังนี้

๑. ตามที่ได้รับทราบจากคําชี้แจงของรักษาการอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ว่า  นายนิพินธุ์ สุวรรณรงค์ได้มีการยื่นอุทธรณ์คําสั่งมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ที่ ๑๗๑๑/๒๕๕๔
เรื่องยกเลิกคําสั่งรับโอนข้าราชการ ที่สั่ง ณ วันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๕๔ ต่อสภามหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์  โดยสภามหาวิทยาลัยได้พิจารณาแล้วมีมติให้ชะลอคําสั่งยกเลิกคําสั่งรับโอนข้าราชการดังกล่าวข้างต้นไว้ก่อน  จึงส่งผลให้นายนิพินธุ์สุวรรณรงค์ยังคงมีสถานภาพข้าราชการและสามารถปฏิบัติหน้าที่ตลอดจนได้รับสิทธิ
ต่างๆตามคําสั่งมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ที่ ๐๙๔๘/๒๕๕๔ เรื่องการรับโอนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาลงวันที่ ๖ กรกฎาคม ๒๕๕๔ เช่นเดิมดังนั้น ขอให้มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ดําเนินการให้นายนิพินธุ์ สุวรรณรงค์เข้าปฏิบัติหน้าที่ราชการ ในมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ตามผลการพิจารณาอุทธรณ์ดังกล่าวจนกว่าจะมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงคําสั่งของสภามหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนไปพลางก่อนในเบื้องต้น แต่อย่างไรก็ตามเพื่อให้สามารถมีข้อยุติของปัญหาดังกล่าวมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ควรส่งผลการพิจารณาอุทธรณ์พร้อมเหตุผลในการชะลอคําสั่งยกเลิกคําสั่งรับโอนข้าราชการดังกล่าวไปยังสํานักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาเพื่อพิจารณาอีกครั้ง

๒. เมื่อสํานักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ได้รับผลการพิจารณาดังกล่าวในข้อ ๑ จาก
มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์แล้วควรพิจารณาดําเนินการส่งเรื่องดังกล่าวโดยด่วนที่สุดไปยังสํานักงาน
คณะกรรมการกฤษฎีกาเพื่อพิจารณาให้ความเห็นในเรื่องดังกล่าว โดยขอความอนุเคราะห์ให้พิจารณา
ดําเนินการโดยด่วนที่สุด

๓. เมื่อสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้รับเรื่องหารือดังกล่าวในข้อ ๒ จากสํานักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาขอความอนุเคราะห์ให้สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาดําเนินการโดยด่วนที่สุด
เพื่อเสนอให้คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาทําความเห็น และส่งกลับไปยังสํานักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาเพื่อพิจารณาดําเนินการต่อไป  ทั้งนี้ที่ประชุมได้มีมติส่งสรุปผลการพิจารณาของที่ประชุมไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อประกอบการพิจารณาดังนี้
๑. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
๒. เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา
๓. เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา
๔. อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์

พรบ.มหาวิทยาลัยราชภัฏ พ.ศ.2547



http://www.thailandlawyercenter.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=538974757&Ntype=19



พระราชบัญญัติ
มหาวิทยาลัยราชภัฏ
พ.ศ. ๒๕๔๗
                  
ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๗
เป็นปีที่ ๕๙ ในรัชกาลปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า
โดยที่เป็นการสมควรจัดตั้งมหาวิทยาลัยราชภัฏขึ้นแทนสถาบันราชภัฏ
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของรัฐสภา ดังต่อไปนี้
มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยราชภัฏ พ.ศ. ๒๕๔๗”
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๓ ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติสถาบันราชภัฏ พ.ศ. ๒๕๓๘
มาตรา ๔ ให้สถาบันราชภัฏที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติสถาบันราชภัฏ พ.ศ. ๒๕๓๘ มีฐานะเป็นมหาวิทยาลัยราชภัฏตามพระราชบัญญัตินี้
ให้เรียกชื่อมหาวิทยาลัยราชภัฏตามชื่อของสถาบันราชภัฏเดิมตามบัญชีรายชื่อท้ายพระราชบัญญัตินี้
ให้มหาวิทยาลัยราชภัฏแต่ละแห่งเป็นนิติบุคคลและเป็นส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา
มาตรา ๕ ในพระราชบัญญัตินี้
“มหาวิทยาลัย” หมายความว่า มหาวิทยาลัยราชภัฏตามพระราชบัญญัตินี้
“สภามหาวิทยาลัย” หมายความว่า สภามหาวิทยาลัยราชภัฏตามพระราชบัญญัตินี้
“สภาวิชาการ” หมายความว่า สภาวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏตามพระราชบัญญัตินี้
“วิทยาเขต” หมายความว่า เขตการศึกษาของมหาวิทยาลัยที่มีคณะ สถาบัน สำนัก วิทยาลัย ศูนย์ ส่วนราชการหรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะตั้งแต่สองส่วนราชการขึ้นไปตั้งอยู่ในเขตการศึกษานั้นตามที่สภามหาวิทยาลัยกำหนด
“สภาคณาจารย์และข้าราชการ” หมายความว่า สภาคณาจารย์และข้าราชการมหาวิทยาลัยราชภัฏตามพระราชบัญญัตินี้
“รัฐมนตรี” หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๖ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจออกกฎกระทรวง และประกาศเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
กฎกระทรวงนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้
หมวด ๑
บททั่วไป
                  

สภามรภ.สุรินทร์เมินแจงมติสกอ. หลังไร้ข้อสรุป’อัจฉรา’นั่งอธิการฯต่อ กมธ.ศึกษาฯแฉทุจริต’ราชภัฏ’เพียบ




 14 มีนาคม 2556
http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32059&Key=hotnews
      สภามรภ.สุรินทร์เมินแจงมติสกอ. หลังไร้ข้อสรุป'อัจฉรา'นั่งอธิการฯต่อ กมธ.ศึกษาฯแฉทุจริต'ราชภัฏ'เพียบ

          เมื่อวันที่ 13 มีนาคม นายอภิชาติ จีระวุฒิ เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) ให้สัมภาษณ์กรณีกรรมการสภามหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) สุรินทร์ จำนวน 4 คน ทำหนังสือถึงสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) เพื่อคัดค้านการเสนอชื่อนางอัจฉรา ภาณุรัตน์ ขึ้นทูลเกล้าฯ เป็นอธิการบดี มรภ.สุรินทร์ ภายหลังมีคำสั่งลงโทษตัดเงินเดือน 5% เป็นเวลา 3 เดือน กรณีกระทำผิดวินัยไม่ร้ายแรงฐานไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ระเบียบ แบบแผนของทางราชการ กรณียกเลิกการประกวดราคาจ้างก่อสร้างอาคารเรียนโดยไม่ปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ, กรณี
          ขยายระยะเวลาการจ้างก่อสร้างให้แก่บริษัทก่อสร้างแห่งหนึ่ง จำนวน 133 วันโดยมิชอบ, อนุมัติให้เรียกเงินค่าปรับรายวันที่ผู้รับจ้างส่งมอบงานน้อยกว่าจำนวนวันที่ผู้รับจ้างส่งมอบงานล่าช้า และกรณีอนุมัติเบิกเงินค่าตอบแทนให้กับคณะกรรมการตรวจการจ้างก่อสร้างอาคารเรียนเป็นจำนวนเงินเกินกว่าที่คณะกรรมการได้ปฏิบัติงานจริงนั้นว่า ตนได้ขอให้สภา มรภ.สุรินทร์ ส่งเอกสารมติการประชุมสภา มรภ.สุรินทร์ เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ มาให้ตนเพื่อทำการตรวจสอบเอกสารหลักฐานการประชุมตามขั้นตอน ปรากฏว่าจนถึงขณะนี้ทาง มรภ.สุรินทร์ ยังไม่ได้ส่งเอกสารใดๆ มาให้ ซึ่งไม่แน่ใจว่าการที่มติแตกเป็น 2 ทาง สภา มรภ.สุรินทร์จะมีการนัดประชุมใหม่หรือไม่ หาก มรภ.สุรินทร์ยังไม่มีเอกสารใดๆ ตอบกลับมา สกอ.ก็ไม่สามารถดำเนินการอะไรต่อไปได้ จนกว่าจะมีข้อมูลที่ชัดเจน
          ด้านนายประกอบ รัตนพันธ์ ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การศึกษา สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า เคยมีการร้องเรียนเกี่ยวกับการสรรหาอธิการบดีของ มรภ.สุรินทร์ ส่งมาให้ กมธ.การศึกษาตรวจสอบเมื่อปีที่แล้ว และยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน ที่ผ่านมาในส่วนของมหาวิทยาลัยราชภัฏ มีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับปัญหาการทุจริต รวมถึงประเด็นความไม่โปร่งใสในการสรรหาอธิการบดีเข้ามาจำนวนมาก ซึ่งทั้งหมดเป็นปัญหาที่เรื้อรังมานาน โดยเฉพาะกรณีที่สภามหาวิทยาลัยพยายามเสนอชื่อผู้มีคุณสมบัติไม่เหมาะสมเพื่อทูลเกล้าฯ โปรดเกล้าฯแต่งตั้งเป็นอธิการบดี บางส่วนเพราะเคยมีบุญคุณต่อกันมาก่อน ซึ่งทุกเรื่องที่ส่งให้ กมธ.การศึกษาตรวจสอบ ไม่เคยละเลย และจะตรวจสอบทุกอย่างไปตามข้อเท็จจริง


          ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

สำนักงานสภามหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์


facebook.comสำนักงานสภามหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
https://www.facebook.com/pages/%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%A0%E0%B8%B1%E0%B8%8F%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%8C/280840335278495

“ไชยยศ” แย้มกฤษฎีกาสรุปกรณี อธ.มรภ.สุรินทร์ แล้ว

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์14 ธันวาคม 2553 05:55 น.
http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9530000175233

นายไชยยศ จิรเมธากร
       “ไชยยศ” แย้มกฤษฎีกา สรุปกรณีอธิการบดีราชภัฏสุรินทร์ เรียบร้อยแล้ว รอแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษร ยันจะปฏิบัติตามกฤษฎีกา
     
       นายไชยยศ จิรเมธากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงกรณีสภามหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ยืนยัน รศ.ดร.อัจฉรา ภาณุรัตน์ ดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ขอให้สภามหาวิทยาลัย กลับไปทบทวนการแต่งตั้งอธิการบดี เพราะสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินภูมิภาคที่ 4 มีคำชี้มูลว่า กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง นั้น ตนติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด เมื่อ 2 ฝ่ายมีความเห็นไม่ตรงกัน จึงส่งให้กฤษฎีกาตีความ ขณะนี้ยังไม่รู้ว่ากฤษฎีกา สรุปเช่นใด อย่างไรก็ตาม ตนกำลังรอสรุปที่เป็นลายลักษณ์อักษรจากกฤษฎีกา จากนั้นจะปฏิบัติตามคำกฤษฎีกา
     
       “ปัญหานี้ยือเยื้อมาหลายปีแล้ว และจำได้ว่าเมื่อเร็วๆ นี้ กฤษฎีกาได้มีการนัดประชุมเรื่องดังกล่าวแล้ว ตนกำลังรอผลที่เป็นลายลักษณ์อักษร คาดว่าคงจะได้สัปดาห์หน้า กฤษฎีกาสรุปอย่างไร จะปฏิบัติตามนั้น” รมช.ศธ.กล่าว
     
       ทั้งนี้ ผลการบันทึกการประชุม คณะกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 45 ลงวันที่ 7 กันยายน 2553 ศ.เกษม จันทร์แก้ว นายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ได้ชี้แจงตอนหนึ่งว่า สภามหาวิทยาลัยดำเนินการสรรหาผู้ที่เหมาะสมเพื่อมาดำรงตำแหน่ง และผลปรากฏว่า รศ.ดร.อัจฉรา เป็นผู้ได้รับเลือกว่ามีความเหมาะสม แต่ความล่าช้า เกิดจากกระบวนการเสนอเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ดังนั้น การสรรหาและแต่งตั้งอธิการบดีจึงต้องชลอไปจนกว่าข้อกล่าวหาทุจริตในการบริหารจัดการด้านงบประมาณของมหาวิทยาลัย ของ รศ.ดร.อัจฉรา จะได้รับความกระจ่างเสียก่อน ทางสภามหาวิทยาลัย เห็นว่า การที่ถูกกล่าวหาไม่ได้หมายความว่าบุคคลที่ถูกกล่าวหาได้กระทำความผิดจริง เนื่องจากต้องรอผลสอบสวน แต่ทั้งนี้ สภามหาวิทยาลัยได้มีการสอบสวนแล้วพบว่าการกล่าวหาดังกล่าวไม่เป็นความจริง ดังนั้น สภามหาวิทยาลัย จึงยังคงให้โอกาสแก่ รศ.ดร.อัจฉรา ในการปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้
     
       ขณะที่ นายขจร จิตสุขุมมงคล ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการ สกอ.ชี้แจงว่า เรื่องนี้เกิดเมื่อปี 2550 ซึ่งสำนังานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ภูมิภาคที่ 4 ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงมีพยานหลักฐานและส่งสำนวนหนังสือชี้มูลความผิดมายัง สกอ.บ่งชี้ว่า การก่อสร้างอาคารสองหลังได้กระทำไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ปกติแล้วถ้าเป็นเรื่องที่มีผู้ร้องเรียนมา สกอ.จะดำเนินการโดยส่งเรื่องให้มหาวิทยาลัยสอบสวนข้อเท็จจริงและส่งผลการพิจารณามายัง สกอ.เพื่อพิจารณา แต่กรณีดังกล่าวเป็นเรื่องที่ สตง.ได้สอบสวนและชี้มูลให้ สกอ.ดำเนินการภายใน 30 วัน
     
       ในกรณีอธิการบดีเป็นผู้ถูกกล่าวหาว่า กระทำความผิดวินัย เลขาธิการ กกอ.จึงเป็นผู้บังคับบัญชาตามกฎหมาย เป็นผู้มีอำนาจตั้งคณะกรรมการสอบสวน ปรากฏว่า สภามหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ออกข้อบังคับว่าด้วยกสอบสวนพิจารณาเพื่อการลงโทษทางวินัยข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ พ.ศ.2551 โดยกำหนดเงื่อนไขการสอบสอบ ว่า กรณีอธิการบดีถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดวินัยให้ เลขาธิการ กกอ.โดยความเห็นชอบของสภามหาวิทยาลัยตั้งคณะกรรมการสอบสวน ทั้งนี้ คณะกรรมการสอบสวนไม่ได้ระบุว่าให้ดำเนินการทางวินัยอย่างร้ายแรง หรือไม่ร้ายแรง แต่ สกอ.เห็นว่า ข้อกล่าวหาที่ สตง.ชี้มูลเข้าข่ายความผิดวินัยร้ายแรง ตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ.2547
     
       อย่างไรก็ตาม สกอ.ได้แก้ปัญหาโดยทำสรุปข้อเท็จจริงแล้วหารือไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกา ว่า อำนาจการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยเป็นอำนาจโดยตรงของเลขาธิการ กกอ.โดยไม่ต้องมีมติของสภามหาวิทยาลัย หรือไม่ ถ้าคณะกรรมการกฤษฎีกามีความเห็นเป็นประการใด กรณีปัญหาดังกล่าวก็เป็นอันยุติลง

วันอังคารที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2556

การเลือกผู้บริหารที่เป็นประชาธิปไตย ภายใต้บริบท ม.ราชภัฏ : มติชนออนไลน์

การเลือกผู้บริหารที่เป็นประชาธิปไตย ภายใต้บริบท ม.ราชภัฏ : มติชนออนไลน์

วันที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2556 เวลา 21:02:18 น.

โดย นายมหา อาลัย 

ย้อนไปในคราหยั่งเสียงเลือกอธิการบดี เมื่อปลายปี 2555 แม้จะไม่พลิกความคาดหมาย แต่ก็หวาดเสียวกันเล็กน้อยเมื่อผลคะแนนอันดับสองตามอันดับ 1 อยู่แค่ 50 กว่าคะแนน จากผู้มีสิทธิหยั่งเสียง 600 กว่าคน แต่สุดท้ายการตัดสินในสภามหา′ลัย อันดับสองก็แพ้ขาดถึง 16 ต่อ 1 เสียง นั่นอาจจะเป็นเพราะ

1) ถ้าหยั่งเสียงได้ที่ 1 มา อย่างไรเสียก็ได้เป็นแน่นอน เพราะสภาคงไม่กล้าปฏิเสธการตัดสินของมหาชน

2) ถ้าลองสภาจะเลือกใครแล้ว ได้ที่เท่าไหร่ ขอให้ติด 1 ใน 3 เข้าไป เขาก็หยิบขึ้นมาได้อยู่ดี

แต่กรณีนี้ เป็นแบบแรก แต่ถ้าผู้ที่ได้ที่ 1 กลายเป็นอีกคน อาจจะเกิดกรณีแบบที่ 2 ก็ได้

ก็จะทำอย่างไรได้ เพราะตาม พ.ร.บ.บอกว่า "..ทรงโปรดเกล้าฯแต่งตั้งอธิการฯโดยความเห็นชอบของสภามหา′ลัย" แต่ก็มีสาระอยู่หน่อยหนึ่งใน พ.ร.บ.ว่า "กระบวนการสรรหาให้คำนึงถึงการมีส่วนร่วมของบุคลากร" และการที่จะได้ผู้สมควรดำรงตำแหน่งไปให้สภาเลือกนั้น ให้มีคณะกรรมการสรรหาขึ้นมา โดยสภามหา′ลัยเป็นคนตั้งจากผู้ทรงคุณวุฒิในสภา จากผู้แทนคณาจารย์ จากผู้แทนผู้บริหาร จากตัวแทนคณะ ตัวแทนศูนย์/สำนัก เพื่อทำกระบวนการตั้งแต่ประกาศรับสมัคร ตรวจสอบคุณสมบัติ จัดทำการหยั่งเสียงคะแนนนิยม ประเมินผลจากคุณสมบัติ ผลงาน ความรู้ ความสามารถ การแสดงวิสัยทัศน์ แล้วคัดเอา 3 คนเข้าไปให้สภาเลือก

อันนี้ล่ะ เป็นประชาธิปไตย ตามบริบทของเรา ไม่ใช่แบบเอาคะแนนจากการโหวตของประชาชนเป็นสำคัญ เหมือนการเลือกตั้งต่างๆ นอกมหา′ลัย ตั้งแต่นายก อบต. ยันนายกรัฐมนตรี (ได้ ส.ส.เยอะสุดรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลได้ก็ได้เป็นนายกฯ) แง่มุมของการเป็นประชาธิปไตยมันจึงแตกต่างกันโดยเจตนารมณ์ แต่รูปแบบอาจจะคล้ายคลึง หรือเมื่อพิจารณาดีๆ ก็อาจจะไม่เป็นประชาธิปไตยเลยก็ได้ เพราะในการเลือกอธิการฯตาม พ.ร.บ.ไม่ได้มีสักคำที่บอกว่า "ประชาธิปไตย"

บอกแค่ว่าให้มีส่วนร่วมของบุคลากรเฉยๆ

อาจจะเป็นเพราะคนทำกฎหมายออกมาเขาคงมีเจตนาว่า "มหา′ลัยไม่ต้องเป็นประชาธิปไตยมากนัก" เขาอาจจะแกล้งทำเป็นเชื่อว่า การไม่กำหนดอะไรให้ต้องโหวตเลือกโดยคนส่วนมากนั้นเหมาะสมแล้ว เพราะเดี๋ยวจะมีปัญหาเรื่องการทุจริตซื้อเสียง คือ อยู่บนสมมติฐานที่ว่า จะได้ไม่ต้องมีการโน้มน้าวด้วยอามิสสินจ้าง ข่มขู่ด้วยอำนาจ สัญญาว่าจะให้ประโยชน์ ฯลฯ เพื่อให้ได้คะแนนมา เพราะเชื่อว่าคนระดับมหาวิทยาลัยเขาคงไม่ทำกัน สังคมปัญญาชนเขาไม่ทำกัน ใครทำก็คงถูกธรรมชาติลงโทษเป็นแน่แท้ เพราะมหา′ลัยต้องการคนดีคนเก่งมานั่งบริหาร? ทั้งในระดับอธิการฯ คณบดี ผู้อำนวยการ คือ ต้องมีคุณธรรม จริยธรรม มีความรู้ความสามารถในการบริหารอุดมศึกษา มีความเป็นนักวิชาการ มีคุณวุฒิ หรือมีตำแหน่งทางวิชาการ เป็นผู้ที่มีความน่าเชื่อถือ เป็นที่ยอมรับของคนทั้งภายในและภายนอก ซื่อสัตย์ สุจริต มีวิสัยทัศน์กว้างไกล มีความทุ่มเทและเสียสละในการปฏิบัติหน้าที่ ฯลฯ

แต่ทั้งหมดทั้งปวงนั้นรวมอยู่ในคุณสมบัติข้อเดียว คือ "เป็นคนที่สภามหา′ลัยอยากได้" เพราะภายใต้ พ.ร.บ.นี้เขาเชื่อว่า สภามหา′ลัย คือ สภาของคนดี คนมีวุฒิภาวะ คนที่รอบรู้ รอบคอบ รอบด้าน คนที่มีคุณธรรม มีความยุติธรรมสูง ฯลฯ ก็เลยบอกว่าให้สภาเลือกแทนเรา เพราะเราเลือกไปอาจจะไม่ได้คนดีคนเก่ง ดังนั้น คนดี คนเก่ง จึงเป็นคนดีและเก่งในสายตาของสภา (ถึงแม้ว่าคนที่เราเลือกเราคิดว่าดีแล้ว แต่ถ้าสภาไม่เอา ไม่เลือก ก็ไม่ได้อยู่ดี) จบมั้ย! หรือในทางกลับกัน ถ้าสภาจะเลือกซะอย่าง ดีชั่วอย่างไร ก็ได้เป็น เฮ่อ!

ปั

ญหาจากระบบที่ว่ามา คือ จนป่านนี้อธิการฯคนใหม่ก็ยังไม่ทรงโปรดเกล้าฯ เพราะมีการร้องเรียนเรื่องกระบวนการสรรหาที่ไม่ถูกต้อง การขาดคุณธรรมจริยธรรม รวมถึงการบริหารงานที่ผิดพลาด และกำลังอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบยังไม่แล้วเสร็จ เพราะเรื่องร้องเรียนไปถึงเลขาฯสกอ. กรรมาธิการการศึกษาวุฒิสภา รมว.ศึกษาธิการ ดังนั้น สกอ.จึงต้องแขวนไว้ก่อน จนกว่าสภามหา′ลัยจะแก้ต่างข้อร้องเรียนได้หมด ท่ามกลางบรรยากาศที่มหา′ลัยอื่นซึ่งสรรหาในช่วงเดียวกัน เขาได้อธิการฯใหม่กันเกือบจะหมดแล้ว ซึ่งก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะได้คนดี คนเก่งกว่าเรานะ อาจเป็นเพราะไม่มีคนร้องเรียนก็ได้ หรือเขาอาจจะได้คนดีที่ใสซื่อจริงๆ ก็เป็นไปได้เช่นกัน ส่วนของเราก็ยังเป็นแค่ "รักษาการไปเรื่อยๆ จนครบ 180 วัน" นับจากวันที่ 12 ม.ค. 2556 ตอนนี้ก็ประมาณ 70 วัน ไปแล้ว เหลืออีก 110 วัน และถ้ายังเคลียร์ปัญหาไม่เสร็จ

หลังจากนั้นคงต้องว่ากันอีกที ซึ่งการที่สภาจะตั้งคนมารักษาการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปเรื่อยๆ จนครบ 4 ปีนั้น ไม่น่าจะทำได้ในบริบทปัจจุบัน

คราวนี้มาดู การสรรหาคณบดีที่เพิ่งจบไปสดๆ ร้อนๆ บ้าง ทุกคณะมีคนสมัครรับการสรรหาไม่เกิน 3 คน ดังนั้น กรรมการสรรหาก็ทำงานง่ายขึ้นเพราะไม่ต้องคัดให้เหลือ 3 คน ก็เอาเข้าสภาไปทั้งหมดได้เลย หากคุณสมบัติครบ แต่พอหยั่งเสียง ปรากฏว่ามี 2 คณะ ซึ่งคนได้ที่ 2 และ ที่ 3 ไม่เข้ารับการสรรหาต่อ จึงมีคนเข้าไปแสดงวิสัยทัศน์ต่อกรรมการสรรหาและกรรมการสภาเพียงคนเดียว ส่วนอีก 3 คณะ เข้า 2 คน คือที่ 3 ถอนตัว

ใน 3 คณะนี้ มี 2 คณะที่คะแนนหยั่งเสียงและคะแนนจากการประเมินผลของกรรมการสรรหาใกล้เคียงกันมาก คือ คณะแรก ได้คะแนนหยั่งเสียงมาสูสีกัน คือ อันดับ 1 ได้ 38 อันดับ 2 ได้ 36 ห่างกันแค่ 2 เสียง คือถ้ามีคะแนนจากคนที่ได้ที่ 1 มาเลือกคนที่ได้ที่ 2 ก็จะเสมอกันทันที จึงสะท้อนให้เห็นว่า แต่ละเสียงของท่านมีคุณค่าขนาดไหน และเมื่อทั้ง 2 คนเข้าแสดงวิสัยทัศน์ต่อกรรมการสรรหา กรรมการประเมินผลจากคุณสมบัติ ความรู้ความสามารถ วิสัยทัศน์ การตอบคำถาม ปรากฏว่าได้คะแนนต่างกันเพียง 1 คะแนนเท่านั้น

แต่พอไปแสดงวิสัยทัศน์ต่อสภา และสภาโหวตลับ

นับเปิดเผย ก็ปรากฏว่า คนที่ได้คะแนนหยั่งเสียงมาที่ 1 ชนะไป 12 ต่อ 6 คะแนน เป็นอันสิ้นสุด

และสภาก็ไม่จำเป็นต้องให้เหตุผลอะไรด้วย จบ!

แต่อีกคณะ น่าสนใจมาก คนที่หยั่งเสียงคะแนนนิยมในระดับคณะได้ที่ 1 ชนะลำดับที่ 2 ด้วยคะแนน 14 ต่อ 12 เสียง และกรรมการสรรหาประเมินคุณสมบัติ ฟังวิสัยทัศน์ พร้อมทั้งสัมภาษณ์ และก็ได้คะแนนออกมาสูสีกันมาก คือ ชนะกันเพียง 0.4 คือ ไม่ถึง 1 คะแนน แต่ปัดเศษเป็น 1 คะแนน แต่ตอนที่สภาโหวต ปรากฏว่าแพ้กันขาดลอยถึง 16 ต่อ 2 เสียง จากผู้โหวตทั้งหมด 18 คน และ คนที่แพ้โหวตในสภา คือ คนที่ชนะการหยั่งเสียงระดับคณะ นับเป็นประวัติศาสตร์ครั้งแรกที่คนชนะการหยั่งเสียงไม่ถูกสภาเลือกให้เป็นคณบดี แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่เหนือความคาดหมายนัก เพราะมีความพยายามแสดงความเห็นต่างๆ นานาของกรรมการสภาและกรรมการสรรหาออกมาอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่คราวสรรหาอธิการฯแล้วว่า "การหยั่งเสียงเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่ไม่ใช่การตัดสินชี้ขาด เพราะสุดท้ายสภาจะเป็นคนตัดสิน"

มันก็ถูกล่ะ แต่ก็พูดบ่อยเสียจนรู้สึกว่าถ้าคนที่ฉันไม่อยากได้ดันได้คะแนนหยั่งเสียงมาที่ 1 ฉันมีสิทธิที่จะเอาที่ 2 หรือที่ 3 ขึ้นมาก็ได้นะเว้ย! และมันก็จริง นี่ไง สิ่งที่ยืนยันได้ว่า "มหา′ลัยไม่ต้องเป็นประชาธิปไตยนักหรอก" (ทั้งๆ ที่สอน วิจัย เรื่องประชาธิปไตย เป็นองค์กรที่มีหน้าที่ส่งเสริมการเรียนรู้เรื่องประชาธิปไตยของสังคม) คือ วิเคราะห์ในแง่มุมสำคัญก็อาจไม่ผิดอย่างที่เขาว่าจริงๆ เพราะ

1) มหา′ลัยไม่ใช่การเมืองแบบเลือกผู้นำด้วยการโหวตโดยตรง เป็นกระบวนการสรรหา

2) การที่คนชนะที่ 1 มีเสียงคะแนนนิยมสูงสุดอาจจะไม่ใช่คนที่มีคุณสมบัติเหมาะสมก็ได้

3) กฎหมายก็ไม่ได้บอกว่าหยั่งเสียงคะแนนนิยมแล้วจะชนะ เพราะสุดท้ายสภาเป็นคนเลือก

ดังนั้น ไปเถียงหลักการนี้ไม่ได้แน่ แต่ที่ไม่ค่อยจะเหมาะ ซึ่งเป็นคำถามที่ชวนให้วิเคราะห์และถกเถียงกันต่อได้ ก็คือ

1) อคติของกรรมการสภาในฐานะของมนุษย์ที่มีรัก โลภ โกรธ หลง รวมถึงอาจจะมีหรือไม่มีคุณสมบัติที่เหมาะสมจะเป็นกรรมการด้วย

2) การครอบงำจากฝ่ายบริหารของมหา′ลัย เพราะกรรมการสภาก็มาจากคนหลายกลุ่มตามสัดส่วน เช่น จากตัวแทนฝ่ายบริหาร ตัวแทนคณบดี ตัวแทน ผอ.ศูนย์/สำนัก ที่เป็นโดยตำแหน่งก็ได้แก่ อธิการฯ ประธานกรรมการส่งเสริมกิจการมหา′ลัย ประธานสภาคณาจารย์ ที่มาจากการเลือกตั้งของบุคลากร คือ ผู้แทนคณาจารย์ 4 คน และมาจากการสรรหา คือ ผู้ทรงคุณวุฒิอีก 11 คน ซึ่งผู้ทรงคุณวุฒิจะมาจากการเสนอชื่อและโหวตในสภา จากกรรมการสภาที่ยังเหลืออยู่ เพราะกรรมการแต่ละจำพวกหมดวาระไม่พร้อมกัน ดังนั้นเวลาโหวตเลือกผู้ทรงคุณวุฒิก็จะมีกรรมการที่เหลือจำพวกที่เป็นโดยตำแหน่ง ได้แก่ ผู้แทนคณบดี ศูนย์/สำนัก อธิการฯ รวมถึงผู้แทนผู้บริหาร และผู้แทนคณาจารย์ เป็นคนโหวต ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าคนที่ฝ่ายบริหารอยากได้เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ก็มักจะชนะด้วยเสียงข้างมากและได้เป็นผู้ทรงคุณวุฒิมาโดยตลอด รวมทั้งนายกสภาด้วย

3) ผลประโยชน์ทับซ้อน ผลประโยชน์ต่างตอบแทนของผู้บริหารกับกรรมการสภาบางท่าน หรืออาจจะหลายๆ ท่าน

4) ความเข้าใจและการรับรู้ข้อมูลต่างๆ ที่ถูกต้อง รอบด้าน และครบถ้วนก่อนการใช้ดุลพินิจของกรรมการสภา ซึ่งต้องทำการบ้านอย่างมาก

5) การสืบทอดอำนาจและระบบผลประโยชน์อุปถัมภ์ผ่านสภาของกลุ่มมาเฟียการศึกษา ฯลฯ

ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่ามหา′ลัยของเราจะเป็นแบบนี้ แต่เป็นการตั้งข้อสังเกตว่าหลายๆ มหา′ลัยอาจจะเป็นไปได้

ดังนั้น ถ้าเป็นกรณีดังกล่าวข้างต้นก็คงอาจจะเป็นไปได้ว่า คนที่สภามหา′ลัยอยากได้ จึงเป็นคนเดียวกันกับคนที่ผู้บริหารอยากได้ ก็เพราะว่ากรรมการสภามหา′ลัยส่วนใหญ่แทบไม่รู้จักใครเลยในมหา′ลัย หรือรู้จักบ้างก็คงไม่กี่คน ยิ่งพวกที่อยู่ไกลๆ ด้วยแล้ว สังคมเขาไม่ได้อยู่ที่นี่ คงไม่รู้เรื่องอะไรมากนัก นอกจากรู้จากกรรมการด้วยกัน และรู้จากฝ่ายบริหาร ก็กรรมการมีหน้าที่มาประชุมเดือนละ 1 ครั้ง ครั้งละ 3 ชั่วโมง ดังนั้น 1 ปี จะประชุมประมาณ 12 ครั้ง รวมแล้ว 36 ชั่วโมง หรือวันครึ่ง เท่านั้นที่เขาได้เหยียบเท้าก้าวเข้ามาในมหา′ลัย ใช้เวลาระหว่างประตูรถถึงห้องประชุมและนั่งกินข้าวในโรงแรม แล้วก็กลับ

คนพวกนี้คือคนที่เลือกอธิการฯ เลือกคณบดี ผอ.ศูนย์/สำนัก รวมทั้งถอดถอนด้วย

คนที่ทำงานเพียงวันครึ่ง ใน 1 ปี คือ คนที่กำหนดอนาคตของมหา′ลัยเรา ก็คงตอบได้ว่ากระบวนการทั้งหมดเป็นประชาธิปไตย หรือไม่ แถมยังลอยตัวไม่ต้องรับผิดชอบกับความขัดแย้งที่อาจจะเกิดขึ้นในระดับหน่วยงานต่างๆ ที่มาจากการตัดสินใจของตนเอง "แบ่งแยกแล้วปกครอง" หลักการบริหารของนักบริหารในระบอบอำนาจนิยมมักจะใช้วิธีนี้ ท่านเป็นเพียงเครื่องมือของเขา แล้วทำให้คณะ หน่วยงาน บุคลากร เพื่อนพ้องน้องพี่ แตกกันเป็นเสี่ยงๆ จะรู้สึกกันบ้างหรือไม่

ตอนนี้คนทั้งประเทศเขาตั้งคำถามกับสภามหา′ลัยค่อนข้างมาก ว่ามีไว้ทำไม ความน่าเชื่อถือ เกียรติภูมิ น้อยลงทุกวัน แต่เรื่องแบบนี้ไม่รู้จะไปโทษใครดี ก็เพราะมันโหว่มาตั้งแต่ พ.ร.บ.แล้ว ข้อบังคับ ประกาศ ระเบียบ หลักเกณฑ์ วิธีการ อะไรต่างๆ ที่ออกมาเป็นลูกเป็นหลานมันก็ผิดๆ เพี้ยนๆ บวมๆ รั่วๆ อย่างที่ปรากฏ มันก็เลยพะอืดพะอม

"คุณภาพก็ไม่ได้ ประชาธิปไตยก็ไม่มี" เป็นอย่างนี้นี่แล...

หน้า 7,มติชนรายวัน ฉบับวันพฤหัสบดีที่  11 เมษายน 2556

วันพุธที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2556

เปิดผลสอบ"สตง." ชี้มูล"บิ๊กมรภ.สุรินทร์" ถึงขั้น "ไล่ออก" !! : มติชนออนไลน์

เปิดผลสอบ"สตง." ชี้มูล"บิ๊กมรภ.สุรินทร์" ถึงขั้น "ไล่ออก" !! : มติชนออนไลน์

เปิดผลสอบ"สตง." ชี้มูล"บิ๊กมรภ.สุรินทร์" ถึงขั้น "ไล่ออก" !!

วันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2556 เวลา 11:28:50 น.

หมายเหตุ - สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ภูมิภาคที่ 4 ชี้มูลกรณีผู้บริหารมหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) สุรินทร์ จัดหาผู้จ้างก่อสร้างอาคารเรียนอเนกประสงค์ วงเงินงบประมาณประจำปี 2548 จำนวน 60,000,000 บาท ด้วยวิธีประมูลด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยมีการยกเลิกการประมูลที่ไม่เป็นไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ จึงชี้มูลว่ามีการะทำความผิดวินัยร้ายแรง "มติชน" เห็นว่ามีเนื้อหาที่น่าสนใจจึงนำเสนอ ดังนี้

หนังสือ สตง.ภูมิภาคที่ 4 ลับมาก ที่ ตผ 0036 นม/1014 ลงวันที่ 24 ตุลาคม 2550 ระบุว่า สืบเนื่องจากที่ มรภ.สุรินทร์ ดำเนินการจัดหาผู้จ้างก่อสร้างอาคารเรียนอเนกประสงค์ 1 หลัง วงเงินงบประมาณประจำปี 2548 จำนวน 60,000,000 บาท โดยใช้วิธีประมูลด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ 

ผลประกวดราคาปรากฏว่าบริษัทก่อสร้างแห่งหนึ่ง เป็นผู้ชนะการประมูลด้วยข้อเสนอราคาต่ำสุด 58,800,000 บาท ตามประกาศของ มรภ.สุรินทร์ ลงวันที่ 2 เมษายน 2548 แต่ต่อมาเมื่อมีการตรวจพบว่ามีการคิดคำนวณวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างตามแบบรูปรายการของบริษัทผู้รับจ้างออกแบบ ผิดพลาดคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง ผู้บริหาร มรภ.สุรินทร์ ร่วมปรึกษาหารือกับอาจารย์และเจ้าหน้าที่พัสดุ รวม 4 คน ประกาศยกเลิกการประกวดราคาดังกล่าวเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2548 เป็นเหตุทำให้ทางราชการไม่ได้รับหลักประกันซองเป็นเงิน 6,000,000 บาท 

รวมทั้งมีค่าใช้จ่ายจากการทำสัญญาจ้างในภายหลังเนื่องจากคอนกรีตโครงสร้างมีราคาสูงขึ้นอีก 3,221,889.02 บาท รวมเป็นเงิน 9,221,889.02 บาท ซึ่งการยกเลิกการประมูลดังกล่าวไม่เป็นไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 และแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 6 พ.ศ.2545 ข้อ 18(6) ประกอบประกาศกระทรวงการคลัง ลงวันที่ 13 มกราคม 2548 เรื่องหลักเกณฑ์การซื้อและการจ้างด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 ข้อ 142 วรรคสี่ ประกอบเงื่อนไขในประกาศและเอกสารประมูลจ้างก่อสร้างอาคารอเนกประสงค์ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ เลขที่ อ.1/2548 ลงวันที่ 8 มีนาคม 2548 ข้อ 11.4 จึงให้ดำเนินการทางวินัยกับผู้บริหาร อาจารย์และเจ้าหน้าที่พัสดุรวม 5 คน

ข้อกล่าวหาและพยานหลักฐาน

คณะกรรมการสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาให้ผู้บริหารทราบ ดังนี้

1.1 ผู้ถูกกล่าวหาได้ตกลงจ้างบริษัทแห่งหนึ่งออกแบบอาคารอเนกประสงค์ พร้อมกับปรับปรุงแบบอาคารศูนย์ภาษาและคอมพิวเตอร์เดิมให้เป็นอาคารอเนกประสงค์ โดยไม่ดำเนินการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 และมีการแต่งตั้งคณะกรรมการจัดจ้างโดยวิธีพิเศษ และคณะกรรมการตรวจรับการจ้าง มีการทำหลักฐานประกอบการเบิกจ่ายในภายหลัง กรณีไม่เป็นไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ คณะกรรมการสอบสวนมีความเห็นว่า เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงจากพยานบุคคลที่ได้ให้การสอดคล้องกันประกอบกับพยานเอกสาร ว่าก่อนหน้าที่จะจ้างโดยวิธีพิเศษ ผู้ถูกกล่าวหาได้มอบหมายให้ผู้ถูกกล่าวหาอีกคนประสานงานกับบริษัทออกแบบ เพื่อปรับปรุงรูปแบบรายการภายหลังการประสานงานแล้ว มรภ.สุรินทร์โดยผู้ถูกกล่าวหาก็ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการจัดจ้างโดยวิธีพิเศษปรับปรุงรูปแบบรายการอาคาอเนกประสงค์ดังกล่าว จึงเห็นได้ว่า มีการตกลงกับผู้รับจ้างก่อนที่จะดำเนินการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ แม้ข้อเท็จจริงจะยังรับฟังไม่ได้ว่าการดำเนินการดังกล่าวผู้ถูกกล่าวหาจะได้รับประโยชน์ก็ตาม แต่การกระทำดังกล่าวผู้รับจ้างได้ประโยชน์แล้ว

ดังนั้น การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาจึงมีความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ แบบแผนของทางราชการ มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) หรือนโยบายของทางราชการ หรือขาดการเอาใจใส่ระมัดระวังรักษาประโยชน์ของทางราชการ อันเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรงตามมาตรา 39 วรรคห้า และเป็นความผิดฐานปฏิบัติหรือการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้ เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ และเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ตามมาตรา 39 วรรคสาม แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ.2547

1.2 กรณีมหาวิทยาลัยได้ประกาศให้บริษัทก่อสร้างแห่งหนึ่ง เป็นผู้ชนะประกวดราคาเพราะเสนอราคาต่ำสุด ต่อมาเมื่อตรวจสอบว่ามีการคิดคำนวณวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างตามรูปแบบรายการของบริษัทผู้รับจ้างออกแบบผิดพลาดคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง และผู้ถูกกล่าวหา ร่วมปรึกษาหารือกับผู้เกี่ยวข้อง แล้วยกเลิกการประกวดราคา เป็นเหตุให้ทางราชการไม่ได้รับหลักประกันซอง เป็นเงิน 6,000,000 บาท และเสียหายจากการทำสัญญาจ้างในภายหลัง เนื่องจากมีราคาคอนกรีตโครงสร้างเพิ่มเติมจากเดิม เป็นเงินอีก 3,221,889.06 บาท 

การกระทำดังกล่าวไม่เป็นไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ คณะกรรมการสอบสวนเห็นว่าการเสนอราคางานจ้างดังกล่าว บริษัทต้องผูกพันตามคำเสนอ โดยไม่อาจถอนคำเสนอก่อนสิ้นระยะเวลาการยืนราคา ซึ่งข้อเท็จจริงที่ปรากฏก่อนที่บริษัทจะยื่นซองเสนอกับมหาวิทยาลัย มีเวลาพิจารณาคิดคำนวณราคาตามรูปแบบรายการที่ปรากฏในเอกสารประกวดราคาได้ก่อนแล้ว เมื่อบริษัทได้ยื่นเสนอราคาไว้กับมหาวิทยาลัยเป็นจำนวนเท่าใด จึงต้องผูกพันราคาตามที่เสนอ และเข้าทำสัญญาภายใน 7 วัน เมื่อบริษัทไม่เข้าทำสัญญาตามระยะเวลาที่กำหนด ก็ถือได้ว่าเป็นผู้ผิดสัญญาและต้องริบหลักประกันซอง

รวมทั้งต้องประกาศเป็นผู้ทิ้งงานตามที่กำหนดในข้อ 145 ทวิ ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ แต่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏกลับเห็นได้ว่า ผู้ถูกกล่าวหาได้คืนหลักประกันซองให้แก่บริษัทและไม่ประกาศให้บริษัทเป็นผู้ทิ้งงาน แม้ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏชัดว่าผู้ถูกกล่าวหาได้รับประโยชน์จากการกระทำดังกล่าว แต่บริษัทก็ได้รับประโยชน์จากการกระทำข้างต้นแล้ว และเมื่อประมวลข้อเท็จจริงทั้งหมด เห็นเจตนาได้ว่าผู้ถูกกล่าวหาจงใจปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้ เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ และเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา

1.3 กรณียกเลิกการประกวดราคา แล้วต่อมาผู้ถูกกล่าวหาได้สั่งการและอนุมัติให้หัวหน้าฝ่ายพัสดุดำเนินการจัดจ้างก่อสร้างอาคารอเนกประสงค์ใหม่โดยวิธีพิเศษ รวม 3 ครั้ง แต่การขออนุมัติจัดจ้างโดยวิธีพิเศษทุกครั้ง ไม่มีรายการตามที่ระเบียบกำหนด โดยแต่งตั้งคณะกรรมการจัดจ้างโดยวิธีพิเศษ และเมื่อจัดจ้างโดยวิธีพิเศษครั้งที่ 1-2 มีผู้เสนอราคาสูงกว่าวงเงินงบประมาณมาก คณะกรรมการจัดจ้างโดยวิธีพิเศษ จึงยกเลิกการจัดหาโดยวิธีพิเศษทั้ง 2 ครั้ง จนกระทั่งเมื่อมีการขออนุมัติจัดจ้างโดยวิธีพิเศษครั้งที่ 3 มีผู้เสนอราคา 2 ราย ต่อรองราคากับผู้เสนอราคารวม 3 ครั้ง แต่คณะกรรมการจัดจ้างโดยวิธีพิเศษ ได้ต่อรองราคากับผู้เสนอราคาเพียง 2 ครั้งเท่านั้น

ส่วนการต่อรองราคาและตกลงราคาครั้งที่ 3 กลับดำเนินการกับบริษัทแห่งหนึ่งเพียงรายเดียว โดยคณะกรรมการจัดจ้างโดยวิธีพิเศษ ไม่ได้เป็นผู้ต่อรองราคาเอง หากมีพฤติการณ์แวดล้อมนำเชื่อว่า ผู้ถูกกล่าวหา เป็นผู้ดำเนินการต่อรองราคาและตกลงราคากับบริษัท ในวงเงิน 63,000,000 บาท โดยตัดทอนงานก่อสร้างบางรายการออกเป็นเงิน 3,065,920.80 บาท และตัดงานระบบสุขาภิบาลออกอีกเป็นเงิน 2,601,758.34 บาท จากนั้นจึงมอบให้ฝ่ายพัสดุจัดทำเอกสารรายงานผลการพิจารณาให้คณะกรรมการจัดจ้างโดยวิธีพิเศษลงชื่อในภายหลัง การกระทำดังกล่าวไม่เป็นไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ

คณะกรรมการสอบสวนเห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ได้จากการสอบสวนเป็นที่เชื่อได้ว่าผู้ถูกกล่าวหา เป็นผู้ดำเนินการต่อรองราคาและตกลงราคากับบริษัทก่อสร้างในวงเงิน 63,000,000 บาท โดยตัดทอนงานก่อสร้างบางรายการออกเป็นเงิน 3,068,920.90 บาท และตัดงานระบบสุขาภิบาลออกอีกเป็นเงิน 2,601,758.34 บาท จากนั้นจึงมอบให้ฝ่ายพัสดุจัดทำเอกสารรายงานผลการพิจารณาให้คณะกรรมการจัดจ้างโดยวิธีพิเศษ

ลงชื่อในภายหลัง แม้ข้อเท็จจริงจะยังรับฟังไม่ได้ว่าการดำเนินการดังกล่าวผู้ถูกกล่าวหาจะได้รับประโยชน์ แต่การกระทำดังกล่าวมีความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ แบบแผนของทางราชการ มติ ครม. หรือนโยบายของทางราชการหรือขาดการเอาใจใส่ระมัดระวังรักษาประโยชน์ของทางราชการ อันเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรงและเป็นความผิดฐานปฏิบัติหรือการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ และเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา

สำหรับกรณีผู้ถูกกล่าวหา ควรได้รับโทษสถานใด คณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงพิจารณาแล้ว มีความเห็นดังนี้

ผู้บริหารของ มรภ.สุรินทร์ เห็นสมควรให้ลงโทษไล่ออกจากราชการฐานปฏิบัติหรือการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้ เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ และเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา เนื่องจากเป็นหัวหน้าส่วนราชการที่อนุมัติให้มีการยกเลิกการประกวดราคาโดยไม่เป็นไปตามระเบียบพัสดุ เมื่อได้ยกเลิกการประกวดราคาแล้ว ก็ไม่ริบหลักประกันซอง รวมทั้งไม่ประกาศให้ผู้รับจ้างเป็นผู้ทิ้งงาน

เจ้าหน้าที่พัสดุ เห็นสมควรให้ลงโทษปลดออกจากราชการฐานปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ แบบแผนของทางราชการ มติ ครม. หรือนโยบายของทางราชการหรือขาดการเอาใจใส่ระมัดระวังรักษาประโยชน์ของทางราชการ อันเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง เนื่องจากเป็นผู้คืนหลักประกันซองให้แก่ผู้รับจ้าง โดยไม่เสนอหัวหน้าส่วนราชการเป็นผู้อนุมัติ




(ที่มา : มติชนรายวัน 22 มีนาคม 2556)