การแย่งชิงอำนาจในมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ(มศว.)ประสานมิตรมีมาอย่างยาวนาน
ความขัดแย้งดังกล่าวเป็นไปอย่างรุุนแรง ถึงขั้นไล่ออกอาจารย์คนหนึ่งที่วิพากษ์วิจารณ์ผู้บริหารมหาวิทยาลัย แม้ต่อมาคณะอนุกรรมการข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย(ก.พ.อ.)ว่าด้วยการอุทธรณ์และร้องทุกข์มีมติว่า คำสั่งไล่ออกไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ล่าสุดมีการร้องเรียนและคัดค้านว่า การสรรหาและแต่งตั้ง น.พ.เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ เป็นอธิการบดี ไม่ชอบด้วยกฎหมายโดยผู้คัดค้านเห็นว่า นอกจากจะเป็นการสืบทอดอำนาจจากนายวิรุณ ตั้งเจริญ อธิการบดีคนปัจจุบันแล้ว นายเฉลิมชัยยังถูกร้องเรียนกล่าวหาในหลายเรื่อง
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในมศว.ประสานมิตรเป็น เพียงหนึ่งในหลายปรากฏการณ์ที่สะท้อนให้เห็นว่า สถาบันอุดมศึกษาไทยเป็นแดนสนธยาที่มากไปด้วยผลประโยชน์
ก่อนหน้านี้ นายสุเมธ แย้มนุ่น เลขาธิการคณะกรรมการอุดมศึกษา(สกอ.) มีคำสั่งไล่ออก นายคิม ไชยแสนสุข อธิการบดีมหาวิทยาลับรามคำแหง นายเฉลิมพล ศรีหงษ์ อดีตรองอธิการบดี และนายรังสรรค์ แสงสุข อดีตอธิการบดี ออกจากราชการเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2554 ตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)เคยมีมติไว้มานานกว่าครึ่งปี กรณีบุคคลทั้งสาม กระทำผิดวินัยร้ายแรง ฐานทุจริตต่อหน้าที่เนื่องจากออกคำสั่งขยายระยะเวลาราชการให้แก่นายรังสรรค์ แสงสุข และนางรำไพ สิริมนกุล รองอธิการบดีที่เกษียณอายุราชการในปี 2547 เพื่อให้ได้รับเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งวิชาการ ขณะที่ดำรงตำแหน่งฝ่ายบริหารไปพร้อมกันด้วย
แม้จะมีคำสั่งดังกล่าว แต่มิได้หมายความ การต่อสู่แย่งชิงผลประโยชน์ในมหาวิทยาลัยรามคำแหงจะยุติลง ตรงกันข้ามกลับดุเดือดรุนแรงยิ่งขึ้น เพราะกลุ่มที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามนายรังสรรค์และตั้งรับมาตลอดได้ถือเอาโอกาสนี้เปิดเกมรุกอีกครั้งหนึ่ง
ทั้งนี้ต้องยอมรับว่า ในช่วงเกือบ 20 ปีที่กลุ่มนายรังสรรค์ครองอำนาจอยู่ในมหาวิทยาลัยรามคำแหงนั้น นายรังสรรค์ได้สร้างเครือข่ายผู้บริหารและบุคคลากรฝังรากลึกอยู่ในทุกส่วนงาน แม้แต่ในสภามหาวิทยาลัยซึ่งตามกฎหมายมีอำนาจหน้าที่ในการกำกับดูแลการทำงานของฝ่ายบริหารก็แทบเป็นเนื้อเดียวกับนายรังสรรค์
จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่สภามหาวิทยาลัย และบุคคลากรของมหาวิทยาลัยรามคำแหงจำนวนหนึ่งออกมาสนับสนุนและประท้วงคำสั่งไล่ออกนายรังสรรค์และพวกเกือบจะในทันที
ดังนั้น การสรรหาอธิการบดีคนใหม่แทนนายคิม ไชยแสนสุข จักต้องมีการต่อสู้อย่างดุเดือดอย่างแน่นอน
นอกจากมหาวิทยาลัยรามคำแหงแล้ว ยังมีสถาบันอุดมศึกษาอีกหลายแห่งที่ เกิดปัญหาความขัดแย้งเกี่ยวกับตำแหน่งอธิการบดี ซึ่งสะท้อนให้เห็นอิทธิพลของอธิการบดีที่มีต่อสภามหาวิทยาลัยซึ่งมีหน้าที่กำกับดูแลฝ่ายบริหาร
จึงเกิดคำถามขึ้นว่า ระบบที่ให้สภามหาวิทยาลัยมีอิสระในการกำกับดูแลฝ่ายบริหาร แต่กลับมีลักษณะเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกันโดยองค์กรภายนอกไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบได้ จะทำให้สถาบันอุดมศึกษาไทยกลายเป็นแดนสนธยาและแหล่งผลประโยชน์ของคนบางกลุ่มหรือไม่
ปัจจุบันมีสถาบันอุดมศึกษาหลายแห่งที่เกิดสภาพการณ์ที่สะท้อนให้เห็นพฤติการณ์ที่เอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน ดังนี้
หนึ่ง มหาวิทยาลัยขอนแก่นซึ่งเพิ่งมีการสรรหาอธิการบดีเมื่อปลายปีที่ผ่านม และมีการโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง รศ.กิตติชัย ไตรรัตนศิริชัย อดีตรองอธิการบดี เป็นอธิการบดีเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2554 ที่ผ่านมา ปรากฏว่า อธิการบดีได้แต่งตั้งกรรมการสรรหาอธิการบดี 2 คนคือ รศ.สมหมาย ปรีเปรม เป็นรองอธิการบดีฝ่ายการคลังและทรัพย์สิน และรศ.เอื้อมพร ทองกระจาย เป็นรองอธิการบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ ทำให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า เป็นพฤติกรรมต่างตอบแทนซึ่งกันและกัน
สอง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.)ศรีวิชัย ที่นายสุเมธ แย้มนุ่น เลขาธิการ คณะกรรมการอุดมศึกษา มีหนังสือถึงสภามหาวิทยาลัยเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2553 ให้ทบทวนการเสนอชื่อนายประชีพ ชูพันธ์ รักษาการอธิการบดีเพื่อโปรดเกล้าฯแต่งตั้งเป็นอธิการบดีเนื่องจากสภามหาวิทยาลัยได้แต่งตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงกรณีบุกรุกป่าชายเลนในเขตป่าสงวนแห่งชาติเพื่อสร้างโรงแรม สรุปได้ว่า “การกระทำของ นายประชีพ ชูพันธ์ อธิการบดี น่าจะถือเป็นข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา ต้องปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ระเบียบ แบบแผนของทางราชการ ประมาทเลินเล่อ … อันเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง”
สาม มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ที่ สกอ.ไม่นำชื่อนางอัจฉรา ภาณุรัตน์ เสนอโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีอีกวาระหนึ่ง อันเนื่องมาจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินภูมิภาคที่ 4 ได้ กล่าวหานางอัจฉรา กับพวก รวม 23 คนว่า ปฏิบัติหน้าที่ราชการไม่เป็นไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการพัสดุ ในการอนุมัติการก่อสร้างอาคารของมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ 8 อาคาร จนก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการและเข้าข่ายเป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัทเอกชนโดยมิชอบและมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนทางวินัยร้ายแรง
แต่สภามหาวิทยาลัยได้แก้ไขข้อบังคับผู้โดยยกเลิกการกำหนดลักษณะต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีที่กำหนดว่า ต้องไม่เป็นผู้อยู่ระหว่างถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงเพื่อให้นางอัจฉราสามารถเป็นอธิการบดีอีกสมัยได้
ตัวอย่างข้างต้นเป็นเพียง ปรากฎการณ์ส่วนน้อยที่เป็นข่าวต่อสาธารณะ จึงเปรียบเสมือน“ยอดภูเขาน้ำแข็ง”ที่สะท้อนระบบอุปถัมภ์ในมหาวิทยาลัยไม่มีใครรู้ว่า ยังมีแดนสนธยาอยู่อีกจำนวนมากแค่ไหนในสถาบันอุดมศึกษาไทย
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น