 |
| นายไชยยศ จิรเมธากร |
|
 |
“ไชยยศ” แย้มกฤษฎีกา สรุปกรณีอธิการบดีราชภัฏสุรินทร์ เรียบร้อยแล้ว รอแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษร ยันจะปฏิบัติตามกฤษฎีกา
นายไชยยศ จิรเมธากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงกรณีสภามหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ยืนยัน รศ.ดร.อัจฉรา ภาณุรัตน์ ดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ขอให้สภามหาวิทยาลัย กลับไปทบทวนการแต่งตั้งอธิการบดี เพราะสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินภูมิภาคที่ 4 มีคำชี้มูลว่า กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง นั้น ตนติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด เมื่อ 2 ฝ่ายมีความเห็นไม่ตรงกัน จึงส่งให้กฤษฎีกาตีความ ขณะนี้ยังไม่รู้ว่ากฤษฎีกา สรุปเช่นใด อย่างไรก็ตาม ตนกำลังรอสรุปที่เป็นลายลักษณ์อักษรจากกฤษฎีกา จากนั้นจะปฏิบัติตามคำกฤษฎีกา
“ปัญหานี้ยือเยื้อมาหลายปีแล้ว และจำได้ว่าเมื่อเร็วๆ นี้ กฤษฎีกาได้มีการนัดประชุมเรื่องดังกล่าวแล้ว ตนกำลังรอผลที่เป็นลายลักษณ์อักษร คาดว่าคงจะได้สัปดาห์หน้า กฤษฎีกาสรุปอย่างไร จะปฏิบัติตามนั้น” รมช.ศธ.กล่าว
ทั้งนี้ ผลการบันทึกการประชุม คณะกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 45 ลงวันที่ 7 กันยายน 2553 ศ.เกษม จันทร์แก้ว นายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ได้ชี้แจงตอนหนึ่งว่า สภามหาวิทยาลัยดำเนินการสรรหาผู้ที่เหมาะสมเพื่อมาดำรงตำแหน่ง และผลปรากฏว่า รศ.ดร.อัจฉรา เป็นผู้ได้รับเลือกว่ามีความเหมาะสม แต่ความล่าช้า เกิดจากกระบวนการเสนอเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ดังนั้น การสรรหาและแต่งตั้งอธิการบดีจึงต้องชลอไปจนกว่าข้อกล่าวหาทุจริตในการบริหารจัดการด้านงบประมาณของมหาวิทยาลัย ของ รศ.ดร.อัจฉรา จะได้รับความกระจ่างเสียก่อน ทางสภามหาวิทยาลัย เห็นว่า การที่ถูกกล่าวหาไม่ได้หมายความว่าบุคคลที่ถูกกล่าวหาได้กระทำความผิดจริง เนื่องจากต้องรอผลสอบสวน แต่ทั้งนี้ สภามหาวิทยาลัยได้มีการสอบสวนแล้วพบว่าการกล่าวหาดังกล่าวไม่เป็นความจริง ดังนั้น สภามหาวิทยาลัย จึงยังคงให้โอกาสแก่ รศ.ดร.อัจฉรา ในการปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้
ขณะที่ นายขจร จิตสุขุมมงคล ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการ สกอ.ชี้แจงว่า เรื่องนี้เกิดเมื่อปี 2550 ซึ่งสำนังานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ภูมิภาคที่ 4 ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงมีพยานหลักฐานและส่งสำนวนหนังสือชี้มูลความผิดมายัง สกอ.บ่งชี้ว่า การก่อสร้างอาคารสองหลังได้กระทำไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ปกติแล้วถ้าเป็นเรื่องที่มีผู้ร้องเรียนมา สกอ.จะดำเนินการโดยส่งเรื่องให้มหาวิทยาลัยสอบสวนข้อเท็จจริงและส่งผลการพิจารณามายัง สกอ.เพื่อพิจารณา แต่กรณีดังกล่าวเป็นเรื่องที่ สตง.ได้สอบสวนและชี้มูลให้ สกอ.ดำเนินการภายใน 30 วัน
ในกรณีอธิการบดีเป็นผู้ถูกกล่าวหาว่า กระทำความผิดวินัย เลขาธิการ กกอ.จึงเป็นผู้บังคับบัญชาตามกฎหมาย เป็นผู้มีอำนาจตั้งคณะกรรมการสอบสวน ปรากฏว่า สภามหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ออกข้อบังคับว่าด้วยกสอบสวนพิจารณาเพื่อการลงโทษทางวินัยข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ พ.ศ.2551 โดยกำหนดเงื่อนไขการสอบสอบ ว่า กรณีอธิการบดีถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดวินัยให้ เลขาธิการ กกอ.โดยความเห็นชอบของสภามหาวิทยาลัยตั้งคณะกรรมการสอบสวน ทั้งนี้ คณะกรรมการสอบสวนไม่ได้ระบุว่าให้ดำเนินการทางวินัยอย่างร้ายแรง หรือไม่ร้ายแรง แต่ สกอ.เห็นว่า ข้อกล่าวหาที่ สตง.ชี้มูลเข้าข่ายความผิดวินัยร้ายแรง ตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ.2547
อย่างไรก็ตาม สกอ.ได้แก้ปัญหาโดยทำสรุปข้อเท็จจริงแล้วหารือไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกา ว่า อำนาจการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยเป็นอำนาจโดยตรงของเลขาธิการ กกอ.โดยไม่ต้องมีมติของสภามหาวิทยาลัย หรือไม่ ถ้าคณะกรรมการกฤษฎีกามีความเห็นเป็นประการใด กรณีปัญหาดังกล่าวก็เป็นอันยุติลง |
|
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น