เปิดผลสอบ"สตง."
ชี้มูล"บิ๊กมรภ.สุรินทร์" ถึงขั้น "ไล่ออก" !!
วันที่ 22 มีนาคม
พ.ศ. 2556 เวลา 11:28:50 น.
หมายเหตุ - สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน
(สตง.) ภูมิภาคที่ 4 ชี้มูลกรณีผู้บริหารมหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.)
สุรินทร์ จัดหาผู้จ้างก่อสร้างอาคารเรียนอเนกประสงค์ วงเงินงบประมาณประจำปี 2548
จำนวน 60,000,000 บาท
ด้วยวิธีประมูลด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์
โดยมีการยกเลิกการประมูลที่ไม่เป็นไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ
จึงชี้มูลว่ามีการะทำความผิดวินัยร้ายแรง "มติชน"
เห็นว่ามีเนื้อหาที่น่าสนใจจึงนำเสนอ ดังนี้
หนังสือ สตง.ภูมิภาคที่ 4 ลับมาก ที่ ตผ 0036 นม/1014 ลงวันที่ 24 ตุลาคม 2550 ระบุว่า สืบเนื่องจากที่ มรภ.สุรินทร์ ดำเนินการจัดหาผู้จ้างก่อสร้างอาคารเรียนอเนกประสงค์ 1 หลัง วงเงินงบประมาณประจำปี 2548 จำนวน 60,000,000 บาท โดยใช้วิธีประมูลด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์
ผลประกวดราคาปรากฏว่าบริษัทก่อสร้างแห่งหนึ่ง เป็นผู้ชนะการประมูลด้วยข้อเสนอราคาต่ำสุด 58,800,000 บาท ตามประกาศของ มรภ.สุรินทร์ ลงวันที่ 2 เมษายน 2548 แต่ต่อมาเมื่อมีการตรวจพบว่ามีการคิดคำนวณวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างตามแบบรูปรายการของบริษัทผู้รับจ้างออกแบบ ผิดพลาดคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง ผู้บริหาร มรภ.สุรินทร์ ร่วมปรึกษาหารือกับอาจารย์และเจ้าหน้าที่พัสดุ รวม 4 คน ประกาศยกเลิกการประกวดราคาดังกล่าวเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2548 เป็นเหตุทำให้ทางราชการไม่ได้รับหลักประกันซองเป็นเงิน 6,000,000 บาท
รวมทั้งมีค่าใช้จ่ายจากการทำสัญญาจ้างในภายหลังเนื่องจากคอนกรีตโครงสร้างมีราคาสูงขึ้นอีก 3,221,889.02 บาท รวมเป็นเงิน 9,221,889.02 บาท ซึ่งการยกเลิกการประมูลดังกล่าวไม่เป็นไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 และแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 6 พ.ศ.2545 ข้อ 18(6) ประกอบประกาศกระทรวงการคลัง ลงวันที่ 13 มกราคม 2548 เรื่องหลักเกณฑ์การซื้อและการจ้างด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 ข้อ 142 วรรคสี่ ประกอบเงื่อนไขในประกาศและเอกสารประมูลจ้างก่อสร้างอาคารอเนกประสงค์ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ เลขที่ อ.1/2548 ลงวันที่ 8 มีนาคม 2548 ข้อ 11.4 จึงให้ดำเนินการทางวินัยกับผู้บริหาร อาจารย์และเจ้าหน้าที่พัสดุรวม 5 คน
ข้อกล่าวหาและพยานหลักฐาน
คณะกรรมการสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาให้ผู้บริหารทราบ ดังนี้
1.1 ผู้ถูกกล่าวหาได้ตกลงจ้างบริษัทแห่งหนึ่งออกแบบอาคารอเนกประสงค์ พร้อมกับปรับปรุงแบบอาคารศูนย์ภาษาและคอมพิวเตอร์เดิมให้เป็นอาคารอเนกประสงค์ โดยไม่ดำเนินการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 และมีการแต่งตั้งคณะกรรมการจัดจ้างโดยวิธีพิเศษ และคณะกรรมการตรวจรับการจ้าง มีการทำหลักฐานประกอบการเบิกจ่ายในภายหลัง กรณีไม่เป็นไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ คณะกรรมการสอบสวนมีความเห็นว่า เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงจากพยานบุคคลที่ได้ให้การสอดคล้องกันประกอบกับพยานเอกสาร ว่าก่อนหน้าที่จะจ้างโดยวิธีพิเศษ ผู้ถูกกล่าวหาได้มอบหมายให้ผู้ถูกกล่าวหาอีกคนประสานงานกับบริษัทออกแบบ เพื่อปรับปรุงรูปแบบรายการภายหลังการประสานงานแล้ว มรภ.สุรินทร์โดยผู้ถูกกล่าวหาก็ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการจัดจ้างโดยวิธีพิเศษปรับปรุงรูปแบบรายการอาคาอเนกประสงค์ดังกล่าว จึงเห็นได้ว่า มีการตกลงกับผู้รับจ้างก่อนที่จะดำเนินการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ แม้ข้อเท็จจริงจะยังรับฟังไม่ได้ว่าการดำเนินการดังกล่าวผู้ถูกกล่าวหาจะได้รับประโยชน์ก็ตาม แต่การกระทำดังกล่าวผู้รับจ้างได้ประโยชน์แล้ว
ดังนั้น การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาจึงมีความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ แบบแผนของทางราชการ มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) หรือนโยบายของทางราชการ หรือขาดการเอาใจใส่ระมัดระวังรักษาประโยชน์ของทางราชการ อันเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรงตามมาตรา 39 วรรคห้า และเป็นความผิดฐานปฏิบัติหรือการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้ เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ และเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ตามมาตรา 39 วรรคสาม แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ.2547
1.2 กรณีมหาวิทยาลัยได้ประกาศให้บริษัทก่อสร้างแห่งหนึ่ง เป็นผู้ชนะประกวดราคาเพราะเสนอราคาต่ำสุด ต่อมาเมื่อตรวจสอบว่ามีการคิดคำนวณวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างตามรูปแบบรายการของบริษัทผู้รับจ้างออกแบบผิดพลาดคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง และผู้ถูกกล่าวหา ร่วมปรึกษาหารือกับผู้เกี่ยวข้อง แล้วยกเลิกการประกวดราคา เป็นเหตุให้ทางราชการไม่ได้รับหลักประกันซอง เป็นเงิน 6,000,000 บาท และเสียหายจากการทำสัญญาจ้างในภายหลัง เนื่องจากมีราคาคอนกรีตโครงสร้างเพิ่มเติมจากเดิม เป็นเงินอีก 3,221,889.06 บาท
การกระทำดังกล่าวไม่เป็นไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ คณะกรรมการสอบสวนเห็นว่าการเสนอราคางานจ้างดังกล่าว บริษัทต้องผูกพันตามคำเสนอ โดยไม่อาจถอนคำเสนอก่อนสิ้นระยะเวลาการยืนราคา ซึ่งข้อเท็จจริงที่ปรากฏก่อนที่บริษัทจะยื่นซองเสนอกับมหาวิทยาลัย มีเวลาพิจารณาคิดคำนวณราคาตามรูปแบบรายการที่ปรากฏในเอกสารประกวดราคาได้ก่อนแล้ว เมื่อบริษัทได้ยื่นเสนอราคาไว้กับมหาวิทยาลัยเป็นจำนวนเท่าใด จึงต้องผูกพันราคาตามที่เสนอ และเข้าทำสัญญาภายใน 7 วัน เมื่อบริษัทไม่เข้าทำสัญญาตามระยะเวลาที่กำหนด ก็ถือได้ว่าเป็นผู้ผิดสัญญาและต้องริบหลักประกันซอง
รวมทั้งต้องประกาศเป็นผู้ทิ้งงานตามที่กำหนดในข้อ 145 ทวิ ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ แต่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏกลับเห็นได้ว่า ผู้ถูกกล่าวหาได้คืนหลักประกันซองให้แก่บริษัทและไม่ประกาศให้บริษัทเป็นผู้ทิ้งงาน แม้ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏชัดว่าผู้ถูกกล่าวหาได้รับประโยชน์จากการกระทำดังกล่าว แต่บริษัทก็ได้รับประโยชน์จากการกระทำข้างต้นแล้ว และเมื่อประมวลข้อเท็จจริงทั้งหมด เห็นเจตนาได้ว่าผู้ถูกกล่าวหาจงใจปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้ เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ และเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา
1.3 กรณียกเลิกการประกวดราคา แล้วต่อมาผู้ถูกกล่าวหาได้สั่งการและอนุมัติให้หัวหน้าฝ่ายพัสดุดำเนินการจัดจ้างก่อสร้างอาคารอเนกประสงค์ใหม่โดยวิธีพิเศษ รวม 3 ครั้ง แต่การขออนุมัติจัดจ้างโดยวิธีพิเศษทุกครั้ง ไม่มีรายการตามที่ระเบียบกำหนด โดยแต่งตั้งคณะกรรมการจัดจ้างโดยวิธีพิเศษ และเมื่อจัดจ้างโดยวิธีพิเศษครั้งที่ 1-2 มีผู้เสนอราคาสูงกว่าวงเงินงบประมาณมาก คณะกรรมการจัดจ้างโดยวิธีพิเศษ จึงยกเลิกการจัดหาโดยวิธีพิเศษทั้ง 2 ครั้ง จนกระทั่งเมื่อมีการขออนุมัติจัดจ้างโดยวิธีพิเศษครั้งที่ 3 มีผู้เสนอราคา 2 ราย ต่อรองราคากับผู้เสนอราคารวม 3 ครั้ง แต่คณะกรรมการจัดจ้างโดยวิธีพิเศษ ได้ต่อรองราคากับผู้เสนอราคาเพียง 2 ครั้งเท่านั้น
ส่วนการต่อรองราคาและตกลงราคาครั้งที่ 3 กลับดำเนินการกับบริษัทแห่งหนึ่งเพียงรายเดียว โดยคณะกรรมการจัดจ้างโดยวิธีพิเศษ ไม่ได้เป็นผู้ต่อรองราคาเอง หากมีพฤติการณ์แวดล้อมนำเชื่อว่า ผู้ถูกกล่าวหา เป็นผู้ดำเนินการต่อรองราคาและตกลงราคากับบริษัท ในวงเงิน 63,000,000 บาท โดยตัดทอนงานก่อสร้างบางรายการออกเป็นเงิน 3,065,920.80 บาท และตัดงานระบบสุขาภิบาลออกอีกเป็นเงิน 2,601,758.34 บาท จากนั้นจึงมอบให้ฝ่ายพัสดุจัดทำเอกสารรายงานผลการพิจารณาให้คณะกรรมการจัดจ้างโดยวิธีพิเศษลงชื่อในภายหลัง การกระทำดังกล่าวไม่เป็นไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ
คณะกรรมการสอบสวนเห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ได้จากการสอบสวนเป็นที่เชื่อได้ว่าผู้ถูกกล่าวหา เป็นผู้ดำเนินการต่อรองราคาและตกลงราคากับบริษัทก่อสร้างในวงเงิน 63,000,000 บาท โดยตัดทอนงานก่อสร้างบางรายการออกเป็นเงิน 3,068,920.90 บาท และตัดงานระบบสุขาภิบาลออกอีกเป็นเงิน 2,601,758.34 บาท จากนั้นจึงมอบให้ฝ่ายพัสดุจัดทำเอกสารรายงานผลการพิจารณาให้คณะกรรมการจัดจ้างโดยวิธีพิเศษ
ลงชื่อในภายหลัง แม้ข้อเท็จจริงจะยังรับฟังไม่ได้ว่าการดำเนินการดังกล่าวผู้ถูกกล่าวหาจะได้รับประโยชน์ แต่การกระทำดังกล่าวมีความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ แบบแผนของทางราชการ มติ ครม. หรือนโยบายของทางราชการหรือขาดการเอาใจใส่ระมัดระวังรักษาประโยชน์ของทางราชการ อันเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรงและเป็นความผิดฐานปฏิบัติหรือการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ และเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา
สำหรับกรณีผู้ถูกกล่าวหา ควรได้รับโทษสถานใด คณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงพิจารณาแล้ว มีความเห็นดังนี้
ผู้บริหารของ มรภ.สุรินทร์ เห็นสมควรให้ลงโทษไล่ออกจากราชการฐานปฏิบัติหรือการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้ เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ และเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา เนื่องจากเป็นหัวหน้าส่วนราชการที่อนุมัติให้มีการยกเลิกการประกวดราคาโดยไม่เป็นไปตามระเบียบพัสดุ เมื่อได้ยกเลิกการประกวดราคาแล้ว ก็ไม่ริบหลักประกันซอง รวมทั้งไม่ประกาศให้ผู้รับจ้างเป็นผู้ทิ้งงาน
เจ้าหน้าที่พัสดุ เห็นสมควรให้ลงโทษปลดออกจากราชการฐานปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ แบบแผนของทางราชการ มติ ครม. หรือนโยบายของทางราชการหรือขาดการเอาใจใส่ระมัดระวังรักษาประโยชน์ของทางราชการ อันเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง เนื่องจากเป็นผู้คืนหลักประกันซองให้แก่ผู้รับจ้าง โดยไม่เสนอหัวหน้าส่วนราชการเป็นผู้อนุมัติ
หนังสือ สตง.ภูมิภาคที่ 4 ลับมาก ที่ ตผ 0036 นม/1014 ลงวันที่ 24 ตุลาคม 2550 ระบุว่า สืบเนื่องจากที่ มรภ.สุรินทร์ ดำเนินการจัดหาผู้จ้างก่อสร้างอาคารเรียนอเนกประสงค์ 1 หลัง วงเงินงบประมาณประจำปี 2548 จำนวน 60,000,000 บาท โดยใช้วิธีประมูลด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์
ผลประกวดราคาปรากฏว่าบริษัทก่อสร้างแห่งหนึ่ง เป็นผู้ชนะการประมูลด้วยข้อเสนอราคาต่ำสุด 58,800,000 บาท ตามประกาศของ มรภ.สุรินทร์ ลงวันที่ 2 เมษายน 2548 แต่ต่อมาเมื่อมีการตรวจพบว่ามีการคิดคำนวณวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างตามแบบรูปรายการของบริษัทผู้รับจ้างออกแบบ ผิดพลาดคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง ผู้บริหาร มรภ.สุรินทร์ ร่วมปรึกษาหารือกับอาจารย์และเจ้าหน้าที่พัสดุ รวม 4 คน ประกาศยกเลิกการประกวดราคาดังกล่าวเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2548 เป็นเหตุทำให้ทางราชการไม่ได้รับหลักประกันซองเป็นเงิน 6,000,000 บาท
รวมทั้งมีค่าใช้จ่ายจากการทำสัญญาจ้างในภายหลังเนื่องจากคอนกรีตโครงสร้างมีราคาสูงขึ้นอีก 3,221,889.02 บาท รวมเป็นเงิน 9,221,889.02 บาท ซึ่งการยกเลิกการประมูลดังกล่าวไม่เป็นไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 และแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 6 พ.ศ.2545 ข้อ 18(6) ประกอบประกาศกระทรวงการคลัง ลงวันที่ 13 มกราคม 2548 เรื่องหลักเกณฑ์การซื้อและการจ้างด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 ข้อ 142 วรรคสี่ ประกอบเงื่อนไขในประกาศและเอกสารประมูลจ้างก่อสร้างอาคารอเนกประสงค์ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ เลขที่ อ.1/2548 ลงวันที่ 8 มีนาคม 2548 ข้อ 11.4 จึงให้ดำเนินการทางวินัยกับผู้บริหาร อาจารย์และเจ้าหน้าที่พัสดุรวม 5 คน
ข้อกล่าวหาและพยานหลักฐาน
คณะกรรมการสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาให้ผู้บริหารทราบ ดังนี้
1.1 ผู้ถูกกล่าวหาได้ตกลงจ้างบริษัทแห่งหนึ่งออกแบบอาคารอเนกประสงค์ พร้อมกับปรับปรุงแบบอาคารศูนย์ภาษาและคอมพิวเตอร์เดิมให้เป็นอาคารอเนกประสงค์ โดยไม่ดำเนินการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 และมีการแต่งตั้งคณะกรรมการจัดจ้างโดยวิธีพิเศษ และคณะกรรมการตรวจรับการจ้าง มีการทำหลักฐานประกอบการเบิกจ่ายในภายหลัง กรณีไม่เป็นไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ คณะกรรมการสอบสวนมีความเห็นว่า เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงจากพยานบุคคลที่ได้ให้การสอดคล้องกันประกอบกับพยานเอกสาร ว่าก่อนหน้าที่จะจ้างโดยวิธีพิเศษ ผู้ถูกกล่าวหาได้มอบหมายให้ผู้ถูกกล่าวหาอีกคนประสานงานกับบริษัทออกแบบ เพื่อปรับปรุงรูปแบบรายการภายหลังการประสานงานแล้ว มรภ.สุรินทร์โดยผู้ถูกกล่าวหาก็ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการจัดจ้างโดยวิธีพิเศษปรับปรุงรูปแบบรายการอาคาอเนกประสงค์ดังกล่าว จึงเห็นได้ว่า มีการตกลงกับผู้รับจ้างก่อนที่จะดำเนินการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ แม้ข้อเท็จจริงจะยังรับฟังไม่ได้ว่าการดำเนินการดังกล่าวผู้ถูกกล่าวหาจะได้รับประโยชน์ก็ตาม แต่การกระทำดังกล่าวผู้รับจ้างได้ประโยชน์แล้ว
ดังนั้น การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาจึงมีความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ แบบแผนของทางราชการ มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) หรือนโยบายของทางราชการ หรือขาดการเอาใจใส่ระมัดระวังรักษาประโยชน์ของทางราชการ อันเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรงตามมาตรา 39 วรรคห้า และเป็นความผิดฐานปฏิบัติหรือการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้ เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ และเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ตามมาตรา 39 วรรคสาม แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ.2547
1.2 กรณีมหาวิทยาลัยได้ประกาศให้บริษัทก่อสร้างแห่งหนึ่ง เป็นผู้ชนะประกวดราคาเพราะเสนอราคาต่ำสุด ต่อมาเมื่อตรวจสอบว่ามีการคิดคำนวณวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างตามรูปแบบรายการของบริษัทผู้รับจ้างออกแบบผิดพลาดคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง และผู้ถูกกล่าวหา ร่วมปรึกษาหารือกับผู้เกี่ยวข้อง แล้วยกเลิกการประกวดราคา เป็นเหตุให้ทางราชการไม่ได้รับหลักประกันซอง เป็นเงิน 6,000,000 บาท และเสียหายจากการทำสัญญาจ้างในภายหลัง เนื่องจากมีราคาคอนกรีตโครงสร้างเพิ่มเติมจากเดิม เป็นเงินอีก 3,221,889.06 บาท
การกระทำดังกล่าวไม่เป็นไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ คณะกรรมการสอบสวนเห็นว่าการเสนอราคางานจ้างดังกล่าว บริษัทต้องผูกพันตามคำเสนอ โดยไม่อาจถอนคำเสนอก่อนสิ้นระยะเวลาการยืนราคา ซึ่งข้อเท็จจริงที่ปรากฏก่อนที่บริษัทจะยื่นซองเสนอกับมหาวิทยาลัย มีเวลาพิจารณาคิดคำนวณราคาตามรูปแบบรายการที่ปรากฏในเอกสารประกวดราคาได้ก่อนแล้ว เมื่อบริษัทได้ยื่นเสนอราคาไว้กับมหาวิทยาลัยเป็นจำนวนเท่าใด จึงต้องผูกพันราคาตามที่เสนอ และเข้าทำสัญญาภายใน 7 วัน เมื่อบริษัทไม่เข้าทำสัญญาตามระยะเวลาที่กำหนด ก็ถือได้ว่าเป็นผู้ผิดสัญญาและต้องริบหลักประกันซอง
รวมทั้งต้องประกาศเป็นผู้ทิ้งงานตามที่กำหนดในข้อ 145 ทวิ ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ แต่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏกลับเห็นได้ว่า ผู้ถูกกล่าวหาได้คืนหลักประกันซองให้แก่บริษัทและไม่ประกาศให้บริษัทเป็นผู้ทิ้งงาน แม้ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏชัดว่าผู้ถูกกล่าวหาได้รับประโยชน์จากการกระทำดังกล่าว แต่บริษัทก็ได้รับประโยชน์จากการกระทำข้างต้นแล้ว และเมื่อประมวลข้อเท็จจริงทั้งหมด เห็นเจตนาได้ว่าผู้ถูกกล่าวหาจงใจปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้ เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ และเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา
1.3 กรณียกเลิกการประกวดราคา แล้วต่อมาผู้ถูกกล่าวหาได้สั่งการและอนุมัติให้หัวหน้าฝ่ายพัสดุดำเนินการจัดจ้างก่อสร้างอาคารอเนกประสงค์ใหม่โดยวิธีพิเศษ รวม 3 ครั้ง แต่การขออนุมัติจัดจ้างโดยวิธีพิเศษทุกครั้ง ไม่มีรายการตามที่ระเบียบกำหนด โดยแต่งตั้งคณะกรรมการจัดจ้างโดยวิธีพิเศษ และเมื่อจัดจ้างโดยวิธีพิเศษครั้งที่ 1-2 มีผู้เสนอราคาสูงกว่าวงเงินงบประมาณมาก คณะกรรมการจัดจ้างโดยวิธีพิเศษ จึงยกเลิกการจัดหาโดยวิธีพิเศษทั้ง 2 ครั้ง จนกระทั่งเมื่อมีการขออนุมัติจัดจ้างโดยวิธีพิเศษครั้งที่ 3 มีผู้เสนอราคา 2 ราย ต่อรองราคากับผู้เสนอราคารวม 3 ครั้ง แต่คณะกรรมการจัดจ้างโดยวิธีพิเศษ ได้ต่อรองราคากับผู้เสนอราคาเพียง 2 ครั้งเท่านั้น
ส่วนการต่อรองราคาและตกลงราคาครั้งที่ 3 กลับดำเนินการกับบริษัทแห่งหนึ่งเพียงรายเดียว โดยคณะกรรมการจัดจ้างโดยวิธีพิเศษ ไม่ได้เป็นผู้ต่อรองราคาเอง หากมีพฤติการณ์แวดล้อมนำเชื่อว่า ผู้ถูกกล่าวหา เป็นผู้ดำเนินการต่อรองราคาและตกลงราคากับบริษัท ในวงเงิน 63,000,000 บาท โดยตัดทอนงานก่อสร้างบางรายการออกเป็นเงิน 3,065,920.80 บาท และตัดงานระบบสุขาภิบาลออกอีกเป็นเงิน 2,601,758.34 บาท จากนั้นจึงมอบให้ฝ่ายพัสดุจัดทำเอกสารรายงานผลการพิจารณาให้คณะกรรมการจัดจ้างโดยวิธีพิเศษลงชื่อในภายหลัง การกระทำดังกล่าวไม่เป็นไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ
คณะกรรมการสอบสวนเห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ได้จากการสอบสวนเป็นที่เชื่อได้ว่าผู้ถูกกล่าวหา เป็นผู้ดำเนินการต่อรองราคาและตกลงราคากับบริษัทก่อสร้างในวงเงิน 63,000,000 บาท โดยตัดทอนงานก่อสร้างบางรายการออกเป็นเงิน 3,068,920.90 บาท และตัดงานระบบสุขาภิบาลออกอีกเป็นเงิน 2,601,758.34 บาท จากนั้นจึงมอบให้ฝ่ายพัสดุจัดทำเอกสารรายงานผลการพิจารณาให้คณะกรรมการจัดจ้างโดยวิธีพิเศษ
ลงชื่อในภายหลัง แม้ข้อเท็จจริงจะยังรับฟังไม่ได้ว่าการดำเนินการดังกล่าวผู้ถูกกล่าวหาจะได้รับประโยชน์ แต่การกระทำดังกล่าวมีความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ แบบแผนของทางราชการ มติ ครม. หรือนโยบายของทางราชการหรือขาดการเอาใจใส่ระมัดระวังรักษาประโยชน์ของทางราชการ อันเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรงและเป็นความผิดฐานปฏิบัติหรือการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ และเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา
สำหรับกรณีผู้ถูกกล่าวหา ควรได้รับโทษสถานใด คณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงพิจารณาแล้ว มีความเห็นดังนี้
ผู้บริหารของ มรภ.สุรินทร์ เห็นสมควรให้ลงโทษไล่ออกจากราชการฐานปฏิบัติหรือการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้ เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ และเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา เนื่องจากเป็นหัวหน้าส่วนราชการที่อนุมัติให้มีการยกเลิกการประกวดราคาโดยไม่เป็นไปตามระเบียบพัสดุ เมื่อได้ยกเลิกการประกวดราคาแล้ว ก็ไม่ริบหลักประกันซอง รวมทั้งไม่ประกาศให้ผู้รับจ้างเป็นผู้ทิ้งงาน
เจ้าหน้าที่พัสดุ เห็นสมควรให้ลงโทษปลดออกจากราชการฐานปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ แบบแผนของทางราชการ มติ ครม. หรือนโยบายของทางราชการหรือขาดการเอาใจใส่ระมัดระวังรักษาประโยชน์ของทางราชการ อันเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง เนื่องจากเป็นผู้คืนหลักประกันซองให้แก่ผู้รับจ้าง โดยไม่เสนอหัวหน้าส่วนราชการเป็นผู้อนุมัติ
(ที่มา
: มติชนรายวัน 22 มีนาคม
2556)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น