วันเสาร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2556

แดนสนธยาในสถาบันอุดมศึกษาไทย?

Author by  1/07/11


การแย่งชิงอำนาจในมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ(มศว.)ประสานมิตรมีมาอย่างยาวนาน
ความขัดแย้งดังกล่าวเป็นไปอย่างรุุนแรง ถึงขั้นไล่ออกอาจารย์คนหนึ่งที่วิพากษ์วิจารณ์ผู้บริหารมหาวิทยาลัย  แม้ต่อมาคณะอนุกรรมการข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย(ก.พ.อ.)ว่าด้วยการอุทธรณ์และร้องทุกข์มีมติว่า คำสั่งไล่ออกไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ล่าสุดมีการร้องเรียนและคัดค้านว่า การสรรหาและแต่งตั้ง น.พ.เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ เป็นอธิการบดี ไม่ชอบด้วยกฎหมายโดยผู้คัดค้านเห็นว่า นอกจากจะเป็นการสืบทอดอำนาจจากนายวิรุณ ตั้งเจริญ อธิการบดีคนปัจจุบันแล้ว นายเฉลิมชัยยังถูกร้องเรียนกล่าวหาในหลายเรื่อง
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในมศว.ประสานมิตรเป็น เพียงหนึ่งในหลายปรากฏการณ์ที่สะท้อนให้เห็นว่า สถาบันอุดมศึกษาไทยเป็นแดนสนธยาที่มากไปด้วยผลประโยชน์
ก่อนหน้านี้ นายสุเมธ แย้มนุ่น เลขาธิการคณะกรรมการอุดมศึกษา(สกอ.) มีคำสั่งไล่ออก นายคิม ไชยแสนสุข อธิการบดีมหาวิทยาลับรามคำแหง นายเฉลิมพล ศรีหงษ์ อดีตรองอธิการบดี และนายรังสรรค์ แสงสุข อดีตอธิการบดี ออกจากราชการเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2554 ตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)เคยมีมติไว้มานานกว่าครึ่งปี กรณีบุคคลทั้งสาม กระทำผิดวินัยร้ายแรง ฐานทุจริตต่อหน้าที่เนื่องจากออกคำสั่งขยายระยะเวลาราชการให้แก่นายรังสรรค์ แสงสุข และนางรำไพ สิริมนกุล รองอธิการบดีที่เกษียณอายุราชการในปี 2547 เพื่อให้ได้รับเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งวิชาการ ขณะที่ดำรงตำแหน่งฝ่ายบริหารไปพร้อมกันด้วย
แม้จะมีคำสั่งดังกล่าว แต่มิได้หมายความ การต่อสู่แย่งชิงผลประโยชน์ในมหาวิทยาลัยรามคำแหงจะยุติลง ตรงกันข้ามกลับดุเดือดรุนแรงยิ่งขึ้น เพราะกลุ่มที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามนายรังสรรค์และตั้งรับมาตลอดได้ถือเอาโอกาสนี้เปิดเกมรุกอีกครั้งหนึ่ง
ทั้งนี้ต้องยอมรับว่า ในช่วงเกือบ 20 ปีที่กลุ่มนายรังสรรค์ครองอำนาจอยู่ในมหาวิทยาลัยรามคำแหงนั้น นายรังสรรค์ได้สร้างเครือข่ายผู้บริหารและบุคคลากรฝังรากลึกอยู่ในทุกส่วนงาน  แม้แต่ในสภามหาวิทยาลัยซึ่งตามกฎหมายมีอำนาจหน้าที่ในการกำกับดูแลการทำงานของฝ่ายบริหารก็แทบเป็นเนื้อเดียวกับนายรังสรรค์
จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่สภามหาวิทยาลัย และบุคคลากรของมหาวิทยาลัยรามคำแหงจำนวนหนึ่งออกมาสนับสนุนและประท้วงคำสั่งไล่ออกนายรังสรรค์และพวกเกือบจะในทันที
ดังนั้น การสรรหาอธิการบดีคนใหม่แทนนายคิม ไชยแสนสุข จักต้องมีการต่อสู้อย่างดุเดือดอย่างแน่นอน
นอกจากมหาวิทยาลัยรามคำแหงแล้ว ยังมีสถาบันอุดมศึกษาอีกหลายแห่งที่ เกิดปัญหาความขัดแย้งเกี่ยวกับตำแหน่งอธิการบดี ซึ่งสะท้อนให้เห็นอิทธิพลของอธิการบดีที่มีต่อสภามหาวิทยาลัยซึ่งมีหน้าที่กำกับดูแลฝ่ายบริหาร
จึงเกิดคำถามขึ้นว่า ระบบที่ให้สภามหาวิทยาลัยมีอิสระในการกำกับดูแลฝ่ายบริหาร  แต่กลับมีลักษณะเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกันโดยองค์กรภายนอกไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบได้ จะทำให้สถาบันอุดมศึกษาไทยกลายเป็นแดนสนธยาและแหล่งผลประโยชน์ของคนบางกลุ่มหรือไม่
ปัจจุบันมีสถาบันอุดมศึกษาหลายแห่งที่เกิดสภาพการณ์ที่สะท้อนให้เห็นพฤติการณ์ที่เอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน ดังนี้
หนึ่ง มหาวิทยาลัยขอนแก่นซึ่งเพิ่งมีการสรรหาอธิการบดีเมื่อปลายปีที่ผ่านม และมีการโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง รศ.กิตติชัย ไตรรัตนศิริชัย อดีตรองอธิการบดี เป็นอธิการบดีเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2554 ที่ผ่านมา ปรากฏว่า อธิการบดีได้แต่งตั้งกรรมการสรรหาอธิการบดี 2 คนคือ รศ.สมหมาย ปรีเปรม เป็นรองอธิการบดีฝ่ายการคลังและทรัพย์สิน และรศ.เอื้อมพร ทองกระจาย เป็นรองอธิการบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ ทำให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า เป็นพฤติกรรมต่างตอบแทนซึ่งกันและกัน
สอง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.)ศรีวิชัย  ที่นายสุเมธ แย้มนุ่น เลขาธิการ คณะกรรมการอุดมศึกษา มีหนังสือถึงสภามหาวิทยาลัยเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2553 ให้ทบทวนการเสนอชื่อนายประชีพ  ชูพันธ์ รักษาการอธิการบดีเพื่อโปรดเกล้าฯแต่งตั้งเป็นอธิการบดีเนื่องจากสภามหาวิทยาลัยได้แต่งตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงกรณีบุกรุกป่าชายเลนในเขตป่าสงวนแห่งชาติเพื่อสร้างโรงแรม สรุปได้ว่า   “การกระทำของ นายประชีพ  ชูพันธ์  อธิการบดี น่าจะถือเป็นข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา ต้องปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย  ระเบียบ  แบบแผนของทางราชการ  ประมาทเลินเล่อ … อันเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง  เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง”
สาม มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ที่ สกอ.ไม่นำชื่อนางอัจฉรา  ภาณุรัตน์ เสนอโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีอีกวาระหนึ่ง อันเนื่องมาจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินภูมิภาคที่ 4 ได้ กล่าวหานางอัจฉรา  กับพวก รวม 23 คนว่า ปฏิบัติหน้าที่ราชการไม่เป็นไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการพัสดุ  ในการอนุมัติการก่อสร้างอาคารของมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ 8 อาคาร จนก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการและเข้าข่ายเป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัทเอกชนโดยมิชอบและมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนทางวินัยร้ายแรง
แต่สภามหาวิทยาลัยได้แก้ไขข้อบังคับผู้โดยยกเลิกการกำหนดลักษณะต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีที่กำหนดว่า ต้องไม่เป็นผู้อยู่ระหว่างถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงเพื่อให้นางอัจฉราสามารถเป็นอธิการบดีอีกสมัยได้
ตัวอย่างข้างต้นเป็นเพียง ปรากฎการณ์ส่วนน้อยที่เป็นข่าวต่อสาธารณะ  จึงเปรียบเสมือน“ยอดภูเขาน้ำแข็ง”ที่สะท้อนระบบอุปถัมภ์ในมหาวิทยาลัยไม่มีใครรู้ว่า ยังมีแดนสนธยาอยู่อีกจำนวนมากแค่ไหนในสถาบันอุดมศึกษาไทย

มือมืด!จ้องทำลายล้างบางอธิการบดีราชภัฏสุรินทร์

http://www.surinnews.com/topic_n.php?id=5078
าพ/ข่าว จาก ศูนย์ข่าว surinnews.com
เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 52ที่ผ่านมา เช้าตรู่ได้มีมือมืดปรากฏกายวางเอกสารใบปลิวหวังดิสเครดิตอธิการบดีราชภัฏสุรินทร์  รศ.ดร.อัจฉรา ภานุรัตน์ อันมีข้อความว่า”คน โกง แผ่นดิน?”สำเนาเอกสาร ลับ ด่วนที่สุด ที่ ศธ 0509.6(2.1)/10086  ลงวันที่ 15  กรกฎาคม 2551 ของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา
  โดยมือมืดวิ่งวางใบปลิวว่อนสุรินทร์  07.00 น.วิทยาลัยเฉลิมกาจญนา 08.00 น.ที่ศาลากลางจังหวัดสุรินทร์ ที่ว่าการอำเภอเมืองสุรินทร์ อบจ.สุรินทร์ แต่ชะล่าใจเกินไปมีภาพปรากฏชัดๆ ทางกล้องวงจรปิด

 ผู้สื่อข่าวสุรินทร์นิวส์ได้ขอเข้าพบอธิการบดีฯเมื่อเวลา 13.50 น.เพื่อสอบถามข้อเท็จจริงความเป็นมาเป็นไปของเรื่องราวที่เกิดขึ้น

ทำให้ทราบว่า เนื่องจากมีกระบวนการที่พลาดหวังจากการเลือกตั้งอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฎสุรินทร์ที่แล้วมา ทำให้ผู้พลาดหวังเคืองแค้นใจเป็นอันมาก
จึงต้องการหาแนวร่วมเพื่อทำลายล้างคนดีอย่าง  รศ.ดร.อัจฉรา ภานุรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ โดยมีการร้องเรียนไปแทบๆทุกๆองค์กร คราวที่แล้วมา นายประวัติ สมเป็น นางคณึ่ง สายแก้ว เคยฟ้องศาลปกครองแต่ศาลปกครองชี้มูลว่า รศ.ดร.อัจฉรา ภานุรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ไม่มีความผิดแต่อย่างใด ศาลปกครองจึงยกคำร้องฟ้องนั้นไป
คราวนี้ก็เช่นกัน มีการไขข่าวด้วยการโฆษณา เพื่อให้ผู้อื่นหลงเชื่อว่าโดยอาศัยเอกสารใบปลิวดังกล่าว ซึ่งเป็นเอกสาร ลับ ของทางราชการทำมั้ยถึงสามารถนำออกมาจากมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ได้อย่างไร ขณะเดียวกันทำมั้ยมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์  ยังไม่มีการดำเนินการทางวินัยกับบุคคลเหล่านั้นให้เด็ดขาดสะที ซึ่งเป็นบุคลากรของมหาวิทยาลัย.

 ผู้รักความเป็นธรรม ความถูกต้องชอบธรรม ทนดูความขัดแย้ง พฤติกรรมที่ไม่เข้าท่าของบุคลากรในมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ไม่ได้ จึงออกมาปกป้องคนดีๆอย่าง รศ.ดร.อัจฉรา ภานุรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์และต้องการเห็นสถาบันทางการศึกษาแห่งนี้เป็นที่พึ่งพิงเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ดีของลูกหลานในอนาคต


 เมื่อ 27 ตุลาคม 25 เวลา 11.30  น.นายกระจาย รุ่งเรือง ผู้รับมอบอำนาจจากรศ.ดร.อัจรา ภานุรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ พร้อมด้วยนายรณชัย ภูแก้ว ผู้ชำนาญการด้านนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ได้เข้าพบพนักงานสอบสวน สภ.เมืองสุรินทร์

เพื่อแจ้งความร้องทุกข์ และลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินการตามกฏหมายเอาตัวผู้กระทำผิดมือมืดที่กระทำละเมิดด้วยการไขข่าวแพร่หลายซึ่งข้อความอันเป็นการฝ่าฝืนต่อความจริงเป็นที่เสียหายแกชื่อเสียงหรือเกียรติคุณของ/หมิ่นประมาท ใส่ความต่อบุคคลที่สาม
โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง การโฆษณาด้วยเอกสารอันเป็นการทำให้ รศ.ดร.อัจฉรา ภานุรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์เสียชื่อเสียงและเป็นที่อัปอาย มาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

 ทั้งนี้องค์การตรวจสอบอำนาจรัฐ(สากล)ได้เข้ามาร่วมตรวจสอบดูแลอย่างใกล้ชิดในเรื่องดังกล่าวแล้ว รวมทั้งสื่อสารมวลชนทุกแขนง เพื่อที่จะรายงานให้องค์กรต่างๆที่ผู้ร้องเรียนกล่าวหา

โดยมีพฤติกรรมกลั่นแกล้ง เช่น ตำรวจสันติบาล สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน สำนักงานป้องกันปรามปรามการทุจริตแห่งชาติ ผู้ตรวจการแผ่นดิน องค์กรสิทธิมนุษย์ชน เพื่อให้ดำเนินการกับบุคคลดังกล่าวต่อไป

เรียกร้องให้สภามหา วิทยาลัยดำเนินการสรรหาอธิการบดี


วันที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2556 ปีที่ 23 ฉบับที่ 8169 ข่าวสดรายวัน
http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TURObFpIVXdOREV4TURRMU5nPT0=

ประการสำคัญคือการศึกษา


เรืองชัย ทรัพย์นิรันดร์

แม้จะเป็นห้วงเวลาปิดภาคเรียน แต่การปฏิบัติหน้าที่ของบุคลากรจำนวนหนึ่งยังปฏิบัติหน้าที่ไปตามปกติ

โดยเฉพาะสภามหาวิทยาลัยที่มีการกำหนดเรียกประชุมเดือนละครั้งหรือกว่านั้น

ระหว่างนี้ มหาวิทยาลัยราชภัฏอีกบางแห่งอยู่ระหว่างสรรหาอธิการบดี สภามหา วิทยาลัยเป็นองค์กรที่ต้องดำเนินการสรรหาอธิการบดีให้แล้วเสร็จตามกำหนดก่อนส่ง ให้คณะกรรมการการอุดมศึกษา นำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งต่อไป

ตำแหน่งอธิการบดีในบางมหาวิทยาลัยราชภัฏอาจมีปัญหาบ้าง แต่ในหลายแห่งดำเนินไปตามครรลองของระเบียบปฏิบัติ

ส่วนที่มีปัญหาเรื้อรังมายาวนานถึงวันนี้ กระทั่งนายกสภามหาวิทยาลัยต้องลงไปปฏิบัติหน้าที่รักษาราชการแทนอธิการบดีแห่งหนึ่งยังไม่เรียบร้อย ดังที่ชาวราชภัฏและผู้สนใจในแวดวงการศึกษาทราบดี แต่ไม่รู้ว่าจะดำเนินการไปอย่างไร

ขณะนี้มีเสียงเรียกร้องให้สภามหา วิทยาลัยดำเนินการสรรหาอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์เดินหน้าต่อไป ขณะที่มีเสียงเรียกร้องให้นายกสภามหา วิทยาลัยซึ่งรักษาราชการแทนอธิการบดี ลาออกเพื่อสรรหานายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏกันใหม่

วันนี้ยังไม่ทราบว่าผลจะเป็นอย่างไร

ทางที่ดีสมควรที่คณะกรรมการสภามหาวิทยาลัยตั้งแต่นายกสภามหาวิทยาลัยและกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิลาออกให้หมด เพื่อคณะกรรมการสภามหาวิทยาลัยที่เหลืออยู่คือกรรมการโดยตำแหน่งคือ อธิการบดี (มีแต่รักษาราชการ) ประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการ ประธานกรรมการส่งเสริมกิจการมหา วิทยาลัย กรรมการจากผู้ดำรงตำแหน่งฝ่ายบริหาร และกรรมการจากคณาจารย์ประจำของมหาวิทยาลัย รวมแล้ว 10 คน สรรหานายกสภามหาวิทยาลัยคนใหม่

หลังจากนั้นให้นายกสภามหาวิทยาลัย และกรรมการทั้ง 10 คน สรรหาผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง 11 คน เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ทั้งนายกสภามหาวิทยาลัยและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

กระบวนการทั้งหมดนี้ไม่น่าจะเกินกว่า 1 เดือน หรือ 30 วัน และไม่น่าจะเกิน 45 วัน

หากผู้ที่เกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์เท่าที่มีอยู่จะลดราวาศอกและร่วมกันพิจารณาด้วยเหตุผล ไม่ใช่บนพื้นฐานของผลประโยชน์แต่ละคน

เมื่อสภามหาวิทยาลัยมีคณะกรรมการครบองค์แล้ว ให้นายกสภามหาวิทยาลัยที่ได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเรียกประชุมคณะกรรมการมหาวิทยาลัยเพื่อสรรหาอธิการบดีต่อไป

มหาวิทยาลัยราชภัฏเป็นสถาบันการศึกษาชั้นสูงตามมาตรา 7 ของพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยราชภัฏ พ.ศ.2547 เพื่อการพัฒนาท้องถิ่นที่เสริมสร้างพลังปัญญาของแผ่นดิน ฯลฯ และต้องดำเนินงาน เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามมาตรา 8 ที่กำหนดภาระหน้าที่ของมหาวิทยาลัยไว้ 8 ประการ

โดยเฉพาะประการที่ 8 ศึกษา วิจัย ส่งเสริมและสืบสานโครงการอันเนื่องมาจากแนวพระราชดำริในการปฏิบัติภารกิจของมหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น

ภารกิจสำคัญของมหาวิทยาลัยคือ การดำเนินงานทางการศึกษาให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามพระราชบัญญัติกำหนด บรรดาคณาจารย์ ข้าราชการ พนักงานของมหาวิทยาลัย และบุคลากรต่างเป็นผู้ที่ต้องเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติทั้งสิ้น โดยเฉพาะผู้บริหารตั้งแต่อธิการบดีลงไป

ส่วนที่สำคัญสภามหาวิทยาลัยมีอำนาจและหน้าที่เป็นไปตามมาตรา 28(8) พิจารณาเรื่องเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งและถอดถอนนายกสภามหา วิทยาลัย กรรมการสภามหาวิทยาลัย ผู้ทรงคุณวุฒิ อธิการบดี ศาสตราจารย์ และศาสตราจารย์พิเศษ

หากมิได้ดำเนินการไปตามนั้น ผู้รับผิดชอบสมควรทำตามมาตรา 17(2) คือ ลาออก-ขอย้ำ


หน้า 23

กรณีของนายนิพินธุ์ สุวรรณรงค์ สรุปผลการประชุม คณะกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้ - รัฐสภา

สรุปผลการประชุม
คณะกรรมาธการการศ ิ ึกษาสภาผู้แทนราษฎร
ครั้งที่๒๗
วันพุธที่๒๕ เมษายน ๒๕๕๕
ณ ห้องประชมคณะกรรมาธ ุ ิการ หมายเลข ๓๖๐๑ ชั้น ๖ อาคารรัฐสภา ๓


เรื่องพิจารณา

๔. ผลกระทบจากการรับโอนข้าราชการครูระหว่างสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา
เขต ๒๒ กับมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์กรณีของนายนิพินธุ์สุวรรณรงค์อดีตครูโรงเรียนมุกดาวิทยานุกูล

สรุปมติ/ผลการประชุม


ด้วยคณะกรรมาธิการการศึกษาได้รับเรื่องร้องเรียนจากนายนิพินธุ์ สุวรรณรงค์

อดีตข้าราชการครูคศ. ๒ โรงเรียนมุกดาวิทยานุกูลตําบลบางทรายใหญ่อําเภอเมืองจังหวัดมุกดาหารสังกัด
สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต ๒๒ สรุปว่าได้โอนไปรับราชการตําแหน่งอาจารย์สาขาดนตรี
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ตามคําสั่งมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
ที่ ๐๙๔๘/๒๕๕๔ เรื่องการรับโอนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาลงวันที่ ๖ กรกฎาคม๒๕๕๔
และได้ปฏิบัติหน้าที่การสอนที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ได้ระยะหนึ่ง ต่อมามหาวิทยาลัยฯ
ได้ยกเลิกคําสั่งรับโอนผู้ร้องเรียน และส่งตัวกลับต้นสังกัดเดิมโดยอ้างว่าการรับโอนดังกล่าวขัดกับมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) และ ขัดกับมติคณะกรรมการกําหนดเป้าหมายและนโยบายกําลังคนภาครัฐ (คปร.) 
แต่สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต ๒๒ ได้แ จ้ง ว่าการดําเนินการส่งตัวกลับต้นสังกัดเดิมไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) 
กําหนดจึงไม่สามารถรับผู้ร้องเรียนกลับเข้ารับราชการในสังกัดเดิมได้ทําให้ผู้ร้องถูกตัดสิทธิ์ความเป็นข้าราชการจากหน่วยงานทั้งสองและไม่สามารถเข้าปฏิบัติราชการที่หน่วยงานใดได้จึงส่งผลกระทบต่อ
สถานภาพความเป็นข้าราชการของผู้ร้องเรียน คณะกรรมาธิการได้มีมติให้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมประชุม๒เมื่อวันพุธที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๕๕ ณ อาคารรัฐสภาเพื่อรับฟังข้อมูลข้อเท็จจริงข้อคิดเห็นทางด้านกฎหมาย  กฎ ระเบียบที่เกี่ยวข้องรวมทั้งสภาพปัญหาอุปสรรคและแนวทางแก้ไขตลอดจนข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ
ในเรื่องดังกล่าวโดยมีบุคคลและผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปร่วมประชุมชี้แจงดังนี้
(๑) ผู้ร้องเรียน (นายนิพินธุ์สุวรรณรงค์) 
(๒) ผู้แทนเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
(๓) ผู้แทนเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา
(๔) ผู้อํานวยการสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต ๒๒
(๕) รักษาการอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
(๖) ผู้แทนเลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา
(๗) ผู้แทนอธิบดีกรมบัญชีกลาง
(๘) ผู้แทนเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา
จากการประชุมพิจารณาศึกษาเรื่องดังกล่าวคณะกรรมาธิการพิจารณาแล้วสรุปแนวทางการแก้ไขปัญหาได้ดังนี้

๑. ตามที่ได้รับทราบจากคําชี้แจงของรักษาการอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ว่า  นายนิพินธุ์ สุวรรณรงค์ได้มีการยื่นอุทธรณ์คําสั่งมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ที่ ๑๗๑๑/๒๕๕๔
เรื่องยกเลิกคําสั่งรับโอนข้าราชการ ที่สั่ง ณ วันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๕๔ ต่อสภามหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์  โดยสภามหาวิทยาลัยได้พิจารณาแล้วมีมติให้ชะลอคําสั่งยกเลิกคําสั่งรับโอนข้าราชการดังกล่าวข้างต้นไว้ก่อน  จึงส่งผลให้นายนิพินธุ์สุวรรณรงค์ยังคงมีสถานภาพข้าราชการและสามารถปฏิบัติหน้าที่ตลอดจนได้รับสิทธิ
ต่างๆตามคําสั่งมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ที่ ๐๙๔๘/๒๕๕๔ เรื่องการรับโอนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาลงวันที่ ๖ กรกฎาคม ๒๕๕๔ เช่นเดิมดังนั้น ขอให้มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ดําเนินการให้นายนิพินธุ์ สุวรรณรงค์เข้าปฏิบัติหน้าที่ราชการ ในมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ตามผลการพิจารณาอุทธรณ์ดังกล่าวจนกว่าจะมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงคําสั่งของสภามหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนไปพลางก่อนในเบื้องต้น แต่อย่างไรก็ตามเพื่อให้สามารถมีข้อยุติของปัญหาดังกล่าวมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ควรส่งผลการพิจารณาอุทธรณ์พร้อมเหตุผลในการชะลอคําสั่งยกเลิกคําสั่งรับโอนข้าราชการดังกล่าวไปยังสํานักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาเพื่อพิจารณาอีกครั้ง

๒. เมื่อสํานักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ได้รับผลการพิจารณาดังกล่าวในข้อ ๑ จาก
มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์แล้วควรพิจารณาดําเนินการส่งเรื่องดังกล่าวโดยด่วนที่สุดไปยังสํานักงาน
คณะกรรมการกฤษฎีกาเพื่อพิจารณาให้ความเห็นในเรื่องดังกล่าว โดยขอความอนุเคราะห์ให้พิจารณา
ดําเนินการโดยด่วนที่สุด

๓. เมื่อสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้รับเรื่องหารือดังกล่าวในข้อ ๒ จากสํานักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาขอความอนุเคราะห์ให้สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาดําเนินการโดยด่วนที่สุด
เพื่อเสนอให้คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาทําความเห็น และส่งกลับไปยังสํานักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาเพื่อพิจารณาดําเนินการต่อไป  ทั้งนี้ที่ประชุมได้มีมติส่งสรุปผลการพิจารณาของที่ประชุมไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อประกอบการพิจารณาดังนี้
๑. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
๒. เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา
๓. เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา
๔. อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์

พรบ.มหาวิทยาลัยราชภัฏ พ.ศ.2547



http://www.thailandlawyercenter.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=538974757&Ntype=19



พระราชบัญญัติ
มหาวิทยาลัยราชภัฏ
พ.ศ. ๒๕๔๗
                  
ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๗
เป็นปีที่ ๕๙ ในรัชกาลปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า
โดยที่เป็นการสมควรจัดตั้งมหาวิทยาลัยราชภัฏขึ้นแทนสถาบันราชภัฏ
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของรัฐสภา ดังต่อไปนี้
มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยราชภัฏ พ.ศ. ๒๕๔๗”
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๓ ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติสถาบันราชภัฏ พ.ศ. ๒๕๓๘
มาตรา ๔ ให้สถาบันราชภัฏที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติสถาบันราชภัฏ พ.ศ. ๒๕๓๘ มีฐานะเป็นมหาวิทยาลัยราชภัฏตามพระราชบัญญัตินี้
ให้เรียกชื่อมหาวิทยาลัยราชภัฏตามชื่อของสถาบันราชภัฏเดิมตามบัญชีรายชื่อท้ายพระราชบัญญัตินี้
ให้มหาวิทยาลัยราชภัฏแต่ละแห่งเป็นนิติบุคคลและเป็นส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา
มาตรา ๕ ในพระราชบัญญัตินี้
“มหาวิทยาลัย” หมายความว่า มหาวิทยาลัยราชภัฏตามพระราชบัญญัตินี้
“สภามหาวิทยาลัย” หมายความว่า สภามหาวิทยาลัยราชภัฏตามพระราชบัญญัตินี้
“สภาวิชาการ” หมายความว่า สภาวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏตามพระราชบัญญัตินี้
“วิทยาเขต” หมายความว่า เขตการศึกษาของมหาวิทยาลัยที่มีคณะ สถาบัน สำนัก วิทยาลัย ศูนย์ ส่วนราชการหรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะตั้งแต่สองส่วนราชการขึ้นไปตั้งอยู่ในเขตการศึกษานั้นตามที่สภามหาวิทยาลัยกำหนด
“สภาคณาจารย์และข้าราชการ” หมายความว่า สภาคณาจารย์และข้าราชการมหาวิทยาลัยราชภัฏตามพระราชบัญญัตินี้
“รัฐมนตรี” หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๖ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจออกกฎกระทรวง และประกาศเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
กฎกระทรวงนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้
หมวด ๑
บททั่วไป
                  

สภามรภ.สุรินทร์เมินแจงมติสกอ. หลังไร้ข้อสรุป’อัจฉรา’นั่งอธิการฯต่อ กมธ.ศึกษาฯแฉทุจริต’ราชภัฏ’เพียบ




 14 มีนาคม 2556
http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32059&Key=hotnews
      สภามรภ.สุรินทร์เมินแจงมติสกอ. หลังไร้ข้อสรุป'อัจฉรา'นั่งอธิการฯต่อ กมธ.ศึกษาฯแฉทุจริต'ราชภัฏ'เพียบ

          เมื่อวันที่ 13 มีนาคม นายอภิชาติ จีระวุฒิ เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) ให้สัมภาษณ์กรณีกรรมการสภามหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) สุรินทร์ จำนวน 4 คน ทำหนังสือถึงสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) เพื่อคัดค้านการเสนอชื่อนางอัจฉรา ภาณุรัตน์ ขึ้นทูลเกล้าฯ เป็นอธิการบดี มรภ.สุรินทร์ ภายหลังมีคำสั่งลงโทษตัดเงินเดือน 5% เป็นเวลา 3 เดือน กรณีกระทำผิดวินัยไม่ร้ายแรงฐานไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ระเบียบ แบบแผนของทางราชการ กรณียกเลิกการประกวดราคาจ้างก่อสร้างอาคารเรียนโดยไม่ปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ, กรณี
          ขยายระยะเวลาการจ้างก่อสร้างให้แก่บริษัทก่อสร้างแห่งหนึ่ง จำนวน 133 วันโดยมิชอบ, อนุมัติให้เรียกเงินค่าปรับรายวันที่ผู้รับจ้างส่งมอบงานน้อยกว่าจำนวนวันที่ผู้รับจ้างส่งมอบงานล่าช้า และกรณีอนุมัติเบิกเงินค่าตอบแทนให้กับคณะกรรมการตรวจการจ้างก่อสร้างอาคารเรียนเป็นจำนวนเงินเกินกว่าที่คณะกรรมการได้ปฏิบัติงานจริงนั้นว่า ตนได้ขอให้สภา มรภ.สุรินทร์ ส่งเอกสารมติการประชุมสภา มรภ.สุรินทร์ เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ มาให้ตนเพื่อทำการตรวจสอบเอกสารหลักฐานการประชุมตามขั้นตอน ปรากฏว่าจนถึงขณะนี้ทาง มรภ.สุรินทร์ ยังไม่ได้ส่งเอกสารใดๆ มาให้ ซึ่งไม่แน่ใจว่าการที่มติแตกเป็น 2 ทาง สภา มรภ.สุรินทร์จะมีการนัดประชุมใหม่หรือไม่ หาก มรภ.สุรินทร์ยังไม่มีเอกสารใดๆ ตอบกลับมา สกอ.ก็ไม่สามารถดำเนินการอะไรต่อไปได้ จนกว่าจะมีข้อมูลที่ชัดเจน
          ด้านนายประกอบ รัตนพันธ์ ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การศึกษา สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า เคยมีการร้องเรียนเกี่ยวกับการสรรหาอธิการบดีของ มรภ.สุรินทร์ ส่งมาให้ กมธ.การศึกษาตรวจสอบเมื่อปีที่แล้ว และยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน ที่ผ่านมาในส่วนของมหาวิทยาลัยราชภัฏ มีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับปัญหาการทุจริต รวมถึงประเด็นความไม่โปร่งใสในการสรรหาอธิการบดีเข้ามาจำนวนมาก ซึ่งทั้งหมดเป็นปัญหาที่เรื้อรังมานาน โดยเฉพาะกรณีที่สภามหาวิทยาลัยพยายามเสนอชื่อผู้มีคุณสมบัติไม่เหมาะสมเพื่อทูลเกล้าฯ โปรดเกล้าฯแต่งตั้งเป็นอธิการบดี บางส่วนเพราะเคยมีบุญคุณต่อกันมาก่อน ซึ่งทุกเรื่องที่ส่งให้ กมธ.การศึกษาตรวจสอบ ไม่เคยละเลย และจะตรวจสอบทุกอย่างไปตามข้อเท็จจริง


          ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

สำนักงานสภามหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์


facebook.comสำนักงานสภามหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
https://www.facebook.com/pages/%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%A0%E0%B8%B1%E0%B8%8F%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%8C/280840335278495

“ไชยยศ” แย้มกฤษฎีกาสรุปกรณี อธ.มรภ.สุรินทร์ แล้ว

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์14 ธันวาคม 2553 05:55 น.
http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9530000175233

นายไชยยศ จิรเมธากร
       “ไชยยศ” แย้มกฤษฎีกา สรุปกรณีอธิการบดีราชภัฏสุรินทร์ เรียบร้อยแล้ว รอแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษร ยันจะปฏิบัติตามกฤษฎีกา
     
       นายไชยยศ จิรเมธากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงกรณีสภามหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ยืนยัน รศ.ดร.อัจฉรา ภาณุรัตน์ ดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ขอให้สภามหาวิทยาลัย กลับไปทบทวนการแต่งตั้งอธิการบดี เพราะสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินภูมิภาคที่ 4 มีคำชี้มูลว่า กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง นั้น ตนติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด เมื่อ 2 ฝ่ายมีความเห็นไม่ตรงกัน จึงส่งให้กฤษฎีกาตีความ ขณะนี้ยังไม่รู้ว่ากฤษฎีกา สรุปเช่นใด อย่างไรก็ตาม ตนกำลังรอสรุปที่เป็นลายลักษณ์อักษรจากกฤษฎีกา จากนั้นจะปฏิบัติตามคำกฤษฎีกา
     
       “ปัญหานี้ยือเยื้อมาหลายปีแล้ว และจำได้ว่าเมื่อเร็วๆ นี้ กฤษฎีกาได้มีการนัดประชุมเรื่องดังกล่าวแล้ว ตนกำลังรอผลที่เป็นลายลักษณ์อักษร คาดว่าคงจะได้สัปดาห์หน้า กฤษฎีกาสรุปอย่างไร จะปฏิบัติตามนั้น” รมช.ศธ.กล่าว
     
       ทั้งนี้ ผลการบันทึกการประชุม คณะกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 45 ลงวันที่ 7 กันยายน 2553 ศ.เกษม จันทร์แก้ว นายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ได้ชี้แจงตอนหนึ่งว่า สภามหาวิทยาลัยดำเนินการสรรหาผู้ที่เหมาะสมเพื่อมาดำรงตำแหน่ง และผลปรากฏว่า รศ.ดร.อัจฉรา เป็นผู้ได้รับเลือกว่ามีความเหมาะสม แต่ความล่าช้า เกิดจากกระบวนการเสนอเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ดังนั้น การสรรหาและแต่งตั้งอธิการบดีจึงต้องชลอไปจนกว่าข้อกล่าวหาทุจริตในการบริหารจัดการด้านงบประมาณของมหาวิทยาลัย ของ รศ.ดร.อัจฉรา จะได้รับความกระจ่างเสียก่อน ทางสภามหาวิทยาลัย เห็นว่า การที่ถูกกล่าวหาไม่ได้หมายความว่าบุคคลที่ถูกกล่าวหาได้กระทำความผิดจริง เนื่องจากต้องรอผลสอบสวน แต่ทั้งนี้ สภามหาวิทยาลัยได้มีการสอบสวนแล้วพบว่าการกล่าวหาดังกล่าวไม่เป็นความจริง ดังนั้น สภามหาวิทยาลัย จึงยังคงให้โอกาสแก่ รศ.ดร.อัจฉรา ในการปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้
     
       ขณะที่ นายขจร จิตสุขุมมงคล ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการ สกอ.ชี้แจงว่า เรื่องนี้เกิดเมื่อปี 2550 ซึ่งสำนังานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ภูมิภาคที่ 4 ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงมีพยานหลักฐานและส่งสำนวนหนังสือชี้มูลความผิดมายัง สกอ.บ่งชี้ว่า การก่อสร้างอาคารสองหลังได้กระทำไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ปกติแล้วถ้าเป็นเรื่องที่มีผู้ร้องเรียนมา สกอ.จะดำเนินการโดยส่งเรื่องให้มหาวิทยาลัยสอบสวนข้อเท็จจริงและส่งผลการพิจารณามายัง สกอ.เพื่อพิจารณา แต่กรณีดังกล่าวเป็นเรื่องที่ สตง.ได้สอบสวนและชี้มูลให้ สกอ.ดำเนินการภายใน 30 วัน
     
       ในกรณีอธิการบดีเป็นผู้ถูกกล่าวหาว่า กระทำความผิดวินัย เลขาธิการ กกอ.จึงเป็นผู้บังคับบัญชาตามกฎหมาย เป็นผู้มีอำนาจตั้งคณะกรรมการสอบสวน ปรากฏว่า สภามหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ออกข้อบังคับว่าด้วยกสอบสวนพิจารณาเพื่อการลงโทษทางวินัยข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ พ.ศ.2551 โดยกำหนดเงื่อนไขการสอบสอบ ว่า กรณีอธิการบดีถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดวินัยให้ เลขาธิการ กกอ.โดยความเห็นชอบของสภามหาวิทยาลัยตั้งคณะกรรมการสอบสวน ทั้งนี้ คณะกรรมการสอบสวนไม่ได้ระบุว่าให้ดำเนินการทางวินัยอย่างร้ายแรง หรือไม่ร้ายแรง แต่ สกอ.เห็นว่า ข้อกล่าวหาที่ สตง.ชี้มูลเข้าข่ายความผิดวินัยร้ายแรง ตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ.2547
     
       อย่างไรก็ตาม สกอ.ได้แก้ปัญหาโดยทำสรุปข้อเท็จจริงแล้วหารือไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกา ว่า อำนาจการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยเป็นอำนาจโดยตรงของเลขาธิการ กกอ.โดยไม่ต้องมีมติของสภามหาวิทยาลัย หรือไม่ ถ้าคณะกรรมการกฤษฎีกามีความเห็นเป็นประการใด กรณีปัญหาดังกล่าวก็เป็นอันยุติลง