วันที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2556 เวลา 21:02:18 น.
โดย นายมหา อาลัย
ย้อนไปในคราหยั่งเสียงเลือกอธิการบดี เมื่อปลายปี 2555 แม้จะไม่พลิกความคาดหมาย แต่ก็หวาดเสียวกันเล็กน้อยเมื่อผลคะแนนอันดับสองตามอันดับ 1 อยู่แค่ 50 กว่าคะแนน จากผู้มีสิทธิหยั่งเสียง 600 กว่าคน แต่สุดท้ายการตัดสินในสภามหา′ลัย อันดับสองก็แพ้ขาดถึง 16 ต่อ 1 เสียง นั่นอาจจะเป็นเพราะ 1) ถ้าหยั่งเสียงได้ที่ 1 มา อย่างไรเสียก็ได้เป็นแน่นอน เพราะสภาคงไม่กล้าปฏิเสธการตัดสินของมหาชน 2) ถ้าลองสภาจะเลือกใครแล้ว ได้ที่เท่าไหร่ ขอให้ติด 1 ใน 3 เข้าไป เขาก็หยิบขึ้นมาได้อยู่ดี แต่กรณีนี้ เป็นแบบแรก แต่ถ้าผู้ที่ได้ที่ 1 กลายเป็นอีกคน อาจจะเกิดกรณีแบบที่ 2 ก็ได้ ก็จะทำอย่างไรได้ เพราะตาม พ.ร.บ.บอกว่า "..ทรงโปรดเกล้าฯแต่งตั้งอธิการฯโดยความเห็นชอบของสภามหา′ลัย" แต่ก็มีสาระอยู่หน่อยหนึ่งใน พ.ร.บ.ว่า "กระบวนการสรรหาให้คำนึงถึงการมีส่วนร่วมของบุคลากร" และการที่จะได้ผู้สมควรดำรงตำแหน่งไปให้สภาเลือกนั้น ให้มีคณะกรรมการสรรหาขึ้นมา โดยสภามหา′ลัยเป็นคนตั้งจากผู้ทรงคุณวุฒิในสภา จากผู้แทนคณาจารย์ จากผู้แทนผู้บริหาร จากตัวแทนคณะ ตัวแทนศูนย์/สำนัก เพื่อทำกระบวนการตั้งแต่ประกาศรับสมัคร ตรวจสอบคุณสมบัติ จัดทำการหยั่งเสียงคะแนนนิยม ประเมินผลจากคุณสมบัติ ผลงาน ความรู้ ความสามารถ การแสดงวิสัยทัศน์ แล้วคัดเอา 3 คนเข้าไปให้สภาเลือก อันนี้ล่ะ เป็นประชาธิปไตย ตามบริบทของเรา ไม่ใช่แบบเอาคะแนนจากการโหวตของประชาชนเป็นสำคัญ เหมือนการเลือกตั้งต่างๆ นอกมหา′ลัย ตั้งแต่นายก อบต. ยันนายกรัฐมนตรี (ได้ ส.ส.เยอะสุดรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลได้ก็ได้เป็นนายกฯ) แง่มุมของการเป็นประชาธิปไตยมันจึงแตกต่างกันโดยเจตนารมณ์ แต่รูปแบบอาจจะคล้ายคลึง หรือเมื่อพิจารณาดีๆ ก็อาจจะไม่เป็นประชาธิปไตยเลยก็ได้ เพราะในการเลือกอธิการฯตาม พ.ร.บ.ไม่ได้มีสักคำที่บอกว่า "ประชาธิปไตย" บอกแค่ว่าให้มีส่วนร่วมของบุคลากรเฉยๆ อาจจะเป็นเพราะคนทำกฎหมายออกมาเขาคงมีเจตนาว่า "มหา′ลัยไม่ต้องเป็นประชาธิปไตยมากนัก" เขาอาจจะแกล้งทำเป็นเชื่อว่า การไม่กำหนดอะไรให้ต้องโหวตเลือกโดยคนส่วนมากนั้นเหมาะสมแล้ว เพราะเดี๋ยวจะมีปัญหาเรื่องการทุจริตซื้อเสียง คือ อยู่บนสมมติฐานที่ว่า จะได้ไม่ต้องมีการโน้มน้าวด้วยอามิสสินจ้าง ข่มขู่ด้วยอำนาจ สัญญาว่าจะให้ประโยชน์ ฯลฯ เพื่อให้ได้คะแนนมา เพราะเชื่อว่าคนระดับมหาวิทยาลัยเขาคงไม่ทำกัน สังคมปัญญาชนเขาไม่ทำกัน ใครทำก็คงถูกธรรมชาติลงโทษเป็นแน่แท้ เพราะมหา′ลัยต้องการคนดีคนเก่งมานั่งบริหาร? ทั้งในระดับอธิการฯ คณบดี ผู้อำนวยการ คือ ต้องมีคุณธรรม จริยธรรม มีความรู้ความสามารถในการบริหารอุดมศึกษา มีความเป็นนักวิชาการ มีคุณวุฒิ หรือมีตำแหน่งทางวิชาการ เป็นผู้ที่มีความน่าเชื่อถือ เป็นที่ยอมรับของคนทั้งภายในและภายนอก ซื่อสัตย์ สุจริต มีวิสัยทัศน์กว้างไกล มีความทุ่มเทและเสียสละในการปฏิบัติหน้าที่ ฯลฯ แต่ทั้งหมดทั้งปวงนั้นรวมอยู่ในคุณสมบัติข้อเดียว คือ "เป็นคนที่สภามหา′ลัยอยากได้" เพราะภายใต้ พ.ร.บ.นี้เขาเชื่อว่า สภามหา′ลัย คือ สภาของคนดี คนมีวุฒิภาวะ คนที่รอบรู้ รอบคอบ รอบด้าน คนที่มีคุณธรรม มีความยุติธรรมสูง ฯลฯ ก็เลยบอกว่าให้สภาเลือกแทนเรา เพราะเราเลือกไปอาจจะไม่ได้คนดีคนเก่ง ดังนั้น คนดี คนเก่ง จึงเป็นคนดีและเก่งในสายตาของสภา (ถึงแม้ว่าคนที่เราเลือกเราคิดว่าดีแล้ว แต่ถ้าสภาไม่เอา ไม่เลือก ก็ไม่ได้อยู่ดี) จบมั้ย! หรือในทางกลับกัน ถ้าสภาจะเลือกซะอย่าง ดีชั่วอย่างไร ก็ได้เป็น เฮ่อ! ปั ญหาจากระบบที่ว่ามา คือ จนป่านนี้อธิการฯคนใหม่ก็ยังไม่ทรงโปรดเกล้าฯ เพราะมีการร้องเรียนเรื่องกระบวนการสรรหาที่ไม่ถูกต้อง การขาดคุณธรรมจริยธรรม รวมถึงการบริหารงานที่ผิดพลาด และกำลังอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบยังไม่แล้วเสร็จ เพราะเรื่องร้องเรียนไปถึงเลขาฯสกอ. กรรมาธิการการศึกษาวุฒิสภา รมว.ศึกษาธิการ ดังนั้น สกอ.จึงต้องแขวนไว้ก่อน จนกว่าสภามหา′ลัยจะแก้ต่างข้อร้องเรียนได้หมด ท่ามกลางบรรยากาศที่มหา′ลัยอื่นซึ่งสรรหาในช่วงเดียวกัน เขาได้อธิการฯใหม่กันเกือบจะหมดแล้ว ซึ่งก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะได้คนดี คนเก่งกว่าเรานะ อาจเป็นเพราะไม่มีคนร้องเรียนก็ได้ หรือเขาอาจจะได้คนดีที่ใสซื่อจริงๆ ก็เป็นไปได้เช่นกัน ส่วนของเราก็ยังเป็นแค่ "รักษาการไปเรื่อยๆ จนครบ 180 วัน" นับจากวันที่ 12 ม.ค. 2556 ตอนนี้ก็ประมาณ 70 วัน ไปแล้ว เหลืออีก 110 วัน และถ้ายังเคลียร์ปัญหาไม่เสร็จ หลังจากนั้นคงต้องว่ากันอีกที ซึ่งการที่สภาจะตั้งคนมารักษาการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปเรื่อยๆ จนครบ 4 ปีนั้น ไม่น่าจะทำได้ในบริบทปัจจุบัน คราวนี้มาดู การสรรหาคณบดีที่เพิ่งจบไปสดๆ ร้อนๆ บ้าง ทุกคณะมีคนสมัครรับการสรรหาไม่เกิน 3 คน ดังนั้น กรรมการสรรหาก็ทำงานง่ายขึ้นเพราะไม่ต้องคัดให้เหลือ 3 คน ก็เอาเข้าสภาไปทั้งหมดได้เลย หากคุณสมบัติครบ แต่พอหยั่งเสียง ปรากฏว่ามี 2 คณะ ซึ่งคนได้ที่ 2 และ ที่ 3 ไม่เข้ารับการสรรหาต่อ จึงมีคนเข้าไปแสดงวิสัยทัศน์ต่อกรรมการสรรหาและกรรมการสภาเพียงคนเดียว ส่วนอีก 3 คณะ เข้า 2 คน คือที่ 3 ถอนตัว ใน 3 คณะนี้ มี 2 คณะที่คะแนนหยั่งเสียงและคะแนนจากการประเมินผลของกรรมการสรรหาใกล้เคียงกันมาก คือ คณะแรก ได้คะแนนหยั่งเสียงมาสูสีกัน คือ อันดับ 1 ได้ 38 อันดับ 2 ได้ 36 ห่างกันแค่ 2 เสียง คือถ้ามีคะแนนจากคนที่ได้ที่ 1 มาเลือกคนที่ได้ที่ 2 ก็จะเสมอกันทันที จึงสะท้อนให้เห็นว่า แต่ละเสียงของท่านมีคุณค่าขนาดไหน และเมื่อทั้ง 2 คนเข้าแสดงวิสัยทัศน์ต่อกรรมการสรรหา กรรมการประเมินผลจากคุณสมบัติ ความรู้ความสามารถ วิสัยทัศน์ การตอบคำถาม ปรากฏว่าได้คะแนนต่างกันเพียง 1 คะแนนเท่านั้น แต่พอไปแสดงวิสัยทัศน์ต่อสภา และสภาโหวตลับ นับเปิดเผย ก็ปรากฏว่า คนที่ได้คะแนนหยั่งเสียงมาที่ 1 ชนะไป 12 ต่อ 6 คะแนน เป็นอันสิ้นสุด และสภาก็ไม่จำเป็นต้องให้เหตุผลอะไรด้วย จบ! แต่อีกคณะ น่าสนใจมาก คนที่หยั่งเสียงคะแนนนิยมในระดับคณะได้ที่ 1 ชนะลำดับที่ 2 ด้วยคะแนน 14 ต่อ 12 เสียง และกรรมการสรรหาประเมินคุณสมบัติ ฟังวิสัยทัศน์ พร้อมทั้งสัมภาษณ์ และก็ได้คะแนนออกมาสูสีกันมาก คือ ชนะกันเพียง 0.4 คือ ไม่ถึง 1 คะแนน แต่ปัดเศษเป็น 1 คะแนน แต่ตอนที่สภาโหวต ปรากฏว่าแพ้กันขาดลอยถึง 16 ต่อ 2 เสียง จากผู้โหวตทั้งหมด 18 คน และ คนที่แพ้โหวตในสภา คือ คนที่ชนะการหยั่งเสียงระดับคณะ นับเป็นประวัติศาสตร์ครั้งแรกที่คนชนะการหยั่งเสียงไม่ถูกสภาเลือกให้เป็นคณบดี แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่เหนือความคาดหมายนัก เพราะมีความพยายามแสดงความเห็นต่างๆ นานาของกรรมการสภาและกรรมการสรรหาออกมาอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่คราวสรรหาอธิการฯแล้วว่า "การหยั่งเสียงเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่ไม่ใช่การตัดสินชี้ขาด เพราะสุดท้ายสภาจะเป็นคนตัดสิน" มันก็ถูกล่ะ แต่ก็พูดบ่อยเสียจนรู้สึกว่าถ้าคนที่ฉันไม่อยากได้ดันได้คะแนนหยั่งเสียงมาที่ 1 ฉันมีสิทธิที่จะเอาที่ 2 หรือที่ 3 ขึ้นมาก็ได้นะเว้ย! และมันก็จริง นี่ไง สิ่งที่ยืนยันได้ว่า "มหา′ลัยไม่ต้องเป็นประชาธิปไตยนักหรอก" (ทั้งๆ ที่สอน วิจัย เรื่องประชาธิปไตย เป็นองค์กรที่มีหน้าที่ส่งเสริมการเรียนรู้เรื่องประชาธิปไตยของสังคม) คือ วิเคราะห์ในแง่มุมสำคัญก็อาจไม่ผิดอย่างที่เขาว่าจริงๆ เพราะ 1) มหา′ลัยไม่ใช่การเมืองแบบเลือกผู้นำด้วยการโหวตโดยตรง เป็นกระบวนการสรรหา 2) การที่คนชนะที่ 1 มีเสียงคะแนนนิยมสูงสุดอาจจะไม่ใช่คนที่มีคุณสมบัติเหมาะสมก็ได้ 3) กฎหมายก็ไม่ได้บอกว่าหยั่งเสียงคะแนนนิยมแล้วจะชนะ เพราะสุดท้ายสภาเป็นคนเลือก ดังนั้น ไปเถียงหลักการนี้ไม่ได้แน่ แต่ที่ไม่ค่อยจะเหมาะ ซึ่งเป็นคำถามที่ชวนให้วิเคราะห์และถกเถียงกันต่อได้ ก็คือ 1) อคติของกรรมการสภาในฐานะของมนุษย์ที่มีรัก โลภ โกรธ หลง รวมถึงอาจจะมีหรือไม่มีคุณสมบัติที่เหมาะสมจะเป็นกรรมการด้วย 2) การครอบงำจากฝ่ายบริหารของมหา′ลัย เพราะกรรมการสภาก็มาจากคนหลายกลุ่มตามสัดส่วน เช่น จากตัวแทนฝ่ายบริหาร ตัวแทนคณบดี ตัวแทน ผอ.ศูนย์/สำนัก ที่เป็นโดยตำแหน่งก็ได้แก่ อธิการฯ ประธานกรรมการส่งเสริมกิจการมหา′ลัย ประธานสภาคณาจารย์ ที่มาจากการเลือกตั้งของบุคลากร คือ ผู้แทนคณาจารย์ 4 คน และมาจากการสรรหา คือ ผู้ทรงคุณวุฒิอีก 11 คน ซึ่งผู้ทรงคุณวุฒิจะมาจากการเสนอชื่อและโหวตในสภา จากกรรมการสภาที่ยังเหลืออยู่ เพราะกรรมการแต่ละจำพวกหมดวาระไม่พร้อมกัน ดังนั้นเวลาโหวตเลือกผู้ทรงคุณวุฒิก็จะมีกรรมการที่เหลือจำพวกที่เป็นโดยตำแหน่ง ได้แก่ ผู้แทนคณบดี ศูนย์/สำนัก อธิการฯ รวมถึงผู้แทนผู้บริหาร และผู้แทนคณาจารย์ เป็นคนโหวต ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าคนที่ฝ่ายบริหารอยากได้เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ก็มักจะชนะด้วยเสียงข้างมากและได้เป็นผู้ทรงคุณวุฒิมาโดยตลอด รวมทั้งนายกสภาด้วย 3) ผลประโยชน์ทับซ้อน ผลประโยชน์ต่างตอบแทนของผู้บริหารกับกรรมการสภาบางท่าน หรืออาจจะหลายๆ ท่าน 4) ความเข้าใจและการรับรู้ข้อมูลต่างๆ ที่ถูกต้อง รอบด้าน และครบถ้วนก่อนการใช้ดุลพินิจของกรรมการสภา ซึ่งต้องทำการบ้านอย่างมาก 5) การสืบทอดอำนาจและระบบผลประโยชน์อุปถัมภ์ผ่านสภาของกลุ่มมาเฟียการศึกษา ฯลฯ ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่ามหา′ลัยของเราจะเป็นแบบนี้ แต่เป็นการตั้งข้อสังเกตว่าหลายๆ มหา′ลัยอาจจะเป็นไปได้ ดังนั้น ถ้าเป็นกรณีดังกล่าวข้างต้นก็คงอาจจะเป็นไปได้ว่า คนที่สภามหา′ลัยอยากได้ จึงเป็นคนเดียวกันกับคนที่ผู้บริหารอยากได้ ก็เพราะว่ากรรมการสภามหา′ลัยส่วนใหญ่แทบไม่รู้จักใครเลยในมหา′ลัย หรือรู้จักบ้างก็คงไม่กี่คน ยิ่งพวกที่อยู่ไกลๆ ด้วยแล้ว สังคมเขาไม่ได้อยู่ที่นี่ คงไม่รู้เรื่องอะไรมากนัก นอกจากรู้จากกรรมการด้วยกัน และรู้จากฝ่ายบริหาร ก็กรรมการมีหน้าที่มาประชุมเดือนละ 1 ครั้ง ครั้งละ 3 ชั่วโมง ดังนั้น 1 ปี จะประชุมประมาณ 12 ครั้ง รวมแล้ว 36 ชั่วโมง หรือวันครึ่ง เท่านั้นที่เขาได้เหยียบเท้าก้าวเข้ามาในมหา′ลัย ใช้เวลาระหว่างประตูรถถึงห้องประชุมและนั่งกินข้าวในโรงแรม แล้วก็กลับ คนพวกนี้คือคนที่เลือกอธิการฯ เลือกคณบดี ผอ.ศูนย์/สำนัก รวมทั้งถอดถอนด้วย คนที่ทำงานเพียงวันครึ่ง ใน 1 ปี คือ คนที่กำหนดอนาคตของมหา′ลัยเรา ก็คงตอบได้ว่ากระบวนการทั้งหมดเป็นประชาธิปไตย หรือไม่ แถมยังลอยตัวไม่ต้องรับผิดชอบกับความขัดแย้งที่อาจจะเกิดขึ้นในระดับหน่วยงานต่างๆ ที่มาจากการตัดสินใจของตนเอง "แบ่งแยกแล้วปกครอง" หลักการบริหารของนักบริหารในระบอบอำนาจนิยมมักจะใช้วิธีนี้ ท่านเป็นเพียงเครื่องมือของเขา แล้วทำให้คณะ หน่วยงาน บุคลากร เพื่อนพ้องน้องพี่ แตกกันเป็นเสี่ยงๆ จะรู้สึกกันบ้างหรือไม่ ตอนนี้คนทั้งประเทศเขาตั้งคำถามกับสภามหา′ลัยค่อนข้างมาก ว่ามีไว้ทำไม ความน่าเชื่อถือ เกียรติภูมิ น้อยลงทุกวัน แต่เรื่องแบบนี้ไม่รู้จะไปโทษใครดี ก็เพราะมันโหว่มาตั้งแต่ พ.ร.บ.แล้ว ข้อบังคับ ประกาศ ระเบียบ หลักเกณฑ์ วิธีการ อะไรต่างๆ ที่ออกมาเป็นลูกเป็นหลานมันก็ผิดๆ เพี้ยนๆ บวมๆ รั่วๆ อย่างที่ปรากฏ มันก็เลยพะอืดพะอม "คุณภาพก็ไม่ได้ ประชาธิปไตยก็ไม่มี" เป็นอย่างนี้นี่แล... หน้า 7,มติชนรายวัน ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 11 เมษายน 2556 |